ReadyPlanet.com
bulletวิธีการเคลียร์สิวอักเสบให้เกลี้ยงภายใน 2 สัปดาห์
bullet(( เคลียร์สิวอักเสบที่ไหล่ ))
bullet(( เคลียร์ปัญหารวมมิตร ))
bullet(( เรื่องราวของสิวอักเสบ ))
bullet(( รวมปัญหาสิวอักเสบ/รังแค ))
bullet(( ข้อมูลการรักษาสิวอักเสบด้วยตัวเอง ))
bulletที่มาของสิวและการเกิดสิวแต่ละชนิด
bulletเป็นสิวอักเสบเต็มหน้า
bulletเป็นสิวอักเสบเต็มหลัง/เป็นสิวอักเสบที่หลัง
bulletเป็นสิวอักเสบที่แก้ม
bulletเป็นสิวอักเสบที่คาง
bulletเป็นรังแคเยอะมาก
bulletเคลียร์รังแคเรื้อรังเชื้อราบนหนังศีรษะ
bulletเคลียร์สิวผดสิวผื่นแบบง่ายๆ
bulletรวมภาพสิวอักเสบในแต่ละจุด
bulletเป็นสิวที่ท้ายทอย/เป็นสิวอักเสบที่ท้ายทอย
bulletเป็นสิวที่แก้ม/เป็นสิวอักเสบที่แก้ม
bulletวิธีรักษาสิวอักเสบ/แก้สิวอักเสบด้วยตัวเองในเบื้องต้น
bulletสิวขึ้นลำคอ
bulletเป็นสิวที่หน้าอก/หน้าอกเป็นสิว/สิวขึ้นตรงหน้าอก
bulletวิธีรักษาสิวที่หลังด้วยตัวเอง
bulletผิวหนังอักเสบเป็นตุ่มแดง
bullet หัวเป็นตุ่ม/หัวเป็นตุ่ม คัน/ หัวอักเสบ/หัวเป็นตุ่มสิว/หัวเป็นตุ่มหนอง
bullet((จากแบรนด์มาสเตอร์คลีน))
bulletผลิตภัณฑ์ของมาสเตอร์คลีนทั้งหมด
bulletการบํารุงผิวพรรณ
bulletเคล็ดลับการบํารุงผิวหน้าไม่ให้เป็นสิว
bullet(( จะเริ่มต้นบำรุงผิวพรรณเมื่อไหร่ดี? ))
bulletการบำรุงผิวด้วยน้ำผึ้งแท้
bulletการบำรุงผิวด้วยน้ำนมสดพลาสเจอร์ไรส์
bullet(( การเลือกใช้สบู่กรณีสิวอักเสบสิวผดผื่น ))
bullet(( การใช้แชมพูสำหรับหนังศีรษะอักเสบและรังแคเรื้อรัง ))
bulletแชมพูมาสเตอร์คลีนใช้ได้ดีกับปัญหาใด?
bulletมาสเตอร์คลีนคืออะไร?
bulletสิวคืออะไร?สิวเกิดขึ้นได้อย่างไร?จะป้องกันสิวได้อย่างไร?
bulletเมื่อไหร่สิวจึงจะหายขาดแบบถาวร ?
bullet(( จะปฏิบัติตัวหรือทำตัวอย่างไรเมื่อเป็นสิว ?? ))
bullet(( วงจรการเกิดสิวและสิวอักเสบ ))
bullet(( เป็นฝีบ่อยๆ ))
bulletเกี่ยวกับสิวและที่มาของสิว
bullet อานุภาพของเชื้อแบคทีเรีย
bulletเป็นสิว/รักษาสิว
bulletสิวอักเสบในแต่ละจุด
bullet(( เทคนิคการเอาชนะสิวที่แก้ม ))
bulletเกี่ยวกับสิวอักเสบ( ที่มาของสิวอักเสบการดูแลรักษาสิวอักเสบ)
bulletข้อมูลเกี่ยวกับสิวและสิวอักเสบ
bulletเป็นสิวทําไงดี/เป็นสิวอักเสบ
bulletสิวอักเสบ
bullet((( วิธีรักษาสิวอักเสบ/วิธีป้องกันสิวอักเสบ )))
bulletการดูแลสิวอักเสบ/การรักษาสิวอักเสบ
bulletผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสิวอักเสบสิวผดผื่น
bulletเป็นผื่นคันน้ำเหลืองเสีย
bulletปัญหาสิวอักเสบ
bulletการทำความสะอาดสิวอักเสบด้วยสบู่เหลว
bulletกำจัดสิวอักเสบ
bulletกำจัดสิวอักเสบและสิวหนองอย่างไรให้รวดเร็ว?
bulletการแก้ปัญหาสิวอักเสบ
bulletการรักษาสิวอักเสบให้ได้ผลดี
bulletเป็นสิวอักเสบ
bulletเป็นสิวอักเสบเม็ดใหญ่หรือสิวหัวช้างอักเสบ
bulletการดูแลสิวอักเสบที่ใบหน้าและที่หลัง
bulletเป็นสิวที่หลัง/การรักษาสิวที่หลัง
bullet(( เป็นสิวที่คาง/เป็นสิวอักเสบที่คาง ))
bulletสิวหัวช้างหรือสิวเม็ดใหญ่
bulletการรักษาสิวหัวช้าง/แก้สิวหัวช้าง
bulletสิวหนองหรือสิวหัวหนองคืออะไร?
bulletกำจัดสิวหัวหนองหรือสิวหนอง
bulletสิวอุดตัน/สิวอุดตันอักเสบ
bulletเป็นสิวเห่อที่คาง/เป็นสิวอักเสบที่คาง
bullet(( สิวผด ))
bulletสิวเม็ดใหญ่หรือสิวหัวช้าง
bulletสิวอักเสบและวิธีรักษาสิวอักเสบ
bulletรักษาสิวอักเสบ/ผลิตภัณฑ์รักษาสิวอักเสบ
bulletยารักษาสิว
bullet(( สบู่รักษาสิวที่หลัง ))
bullet<< สบู่รักษาสิว >>
bulletสิว : ภัยคุกคามผิวหน้า
bulletเป็นสิว/เป็นสิวที่ใบหน้า
bulletเครื่องสำอางกับการเกิดสิว (cosmetic acne)
bulletเกี่ยวกับสิวและที่มาของสิว
bulletผิวที่ทำให้เกิดสิวอักเสบง่าย
bulletการรักษาสิวเบื้องต้น
bulletวิธีรักษาสิวดูแลสิวแต่ละชนิด
bulletแนวทางปฏิบัติตนเพื่อป้องกันการเกิดสิว
bulletผดผื่นคัน/ เป็นผื่นคันตามตัว
bulletเป็นตุ่มอักเสบที่หน้าอก
bullet(( มีปัญหาเป็นผื่นคันตามผิวหนังบ่อยๆดูที่นี่ ))
bullet(( หนังศีรษะอักเสบ ผมร่วง ))
bulletเป็นเชื้อราที่หนังศีรษะทำให้ผมร่วงจริงหรือ?
bulletคันหัวจากเชื้อรา
bullet(( ผมร่วง คันศีรษะบ่อยๆ ))
bullet(( แชมพูรักษารังแค ))
bulletวิธีรักษารังแค/แก้รังแคด้วยตัวเอง
bulletหัวเป็นเชื้อราหรือศีรษะเป็นเชื้อรา
bulletหัวเป็นสิวหรือศีรษะเป็นสิวอักเสบ
bulletหัวอักเสบเป็นตุ่มหนอง/หัวอักเสบเป็นตุ่มคัน
bulletหนังศีรษะอักเสบเป็นหนอง
bulletรังแคจากเชื้อราบนหนังศีรษะ
bulletเทคนิคการกำจัดสิวเสี้ยน
bulletเป็นฝีที่รักแร้/เป็นฝีที่รักแร้ ทำไงดี
dot
Admin.
dot
bulletบริหารจัดการ
dot
เว็บไซต์ที่น่าเปิดดู
dot
bulletเปิดร้านกาแฟ/เปิดร้านสมูธตี้
bulletร้านแว่นตา.com
bulletช่างปั้น/งานปั้น/ทำแม่พิมพ์/ทำโมลด์


เคลียร์สิวผดสิวผื่นที่หน้าผาก, เคลียร์สิวผด,  สิวผื่นที่แก้ม, เคลียร์สิวผด,  สิวผื่นที่กราม,  คลิกดูที่นี่....
เคลียร์สิวอักเสบที่หน้าผาก, เคลียร์สิวอักเสบที่แก้ม, เคลียร์สิวอักเสบที่กราม, คลิกดูที่นี่....
เคลียร์สิวอักเสบที่หน้าอก, เคลียร์สิวอักเสบที่ไหล่, เคลียร์สิวอักเสบที่หลัง,  คลิกดูที่นี่....
เคลียร์รังแคเรื้อรังผมร่วง, เคลียร์หนังศีรษะติดเชื้อรา, เคลียร์สิวอักเสบที่หนังศีรษะ, เคลียร์หนังศีรษะอักเสบติดเชื้อ, เคลียร์ผื่นคันที่หนังศีรษะตุ่มหนอง, คลิกดูที่นี่....
เคลียร์สิวอักเสบ, เคลียร์สิวหัวหนอง, เคลียร์สิวหัวช้าง, เคลียร์สิวผดผื่น, เคลียร์สิวที่หลัง, เคลียร์สิวที่คาง, เคลียร์สิวที่หน้าผาก,    คลิกดูที่นี่....
กาแฟ, กาแฟสด, แฟรนไชส์กาแฟ, ร้านกาแฟ, เปิดร้านกาแฟสด, อุปกรณ์กาแฟ, เคาน์เตอร์กาแฟ, เปิดร้านกาแฟ, ทำร้านกาแฟ, ธุรกิจร้านกาแฟ
สบู่เหลว, แชมพูสมุนไพร, ครีมหน้าเด้ง, ครีมกระชับผิวหน้า, เสริมความงาม, บำรุงผิวพรรณ, ครีมบำรุงหน้า, สบู่แก้สิว, สิวอักเสบ, สิวหนอง, สิวหัวช้าง, รักษาสิวอักเสบ, กำจัดสิวอักเสบ, แก้สิวอักเสบ, ผิวหนังอักเสบ, หนังศีรษะอักเสบ, ฮ่องกงฟุต, น้ำกัดเท้า
ร้านแว่นตา,แว่นสายตา,ตัดแว่นตามตัดแว่นสายตา, สายตาสั้น, สายตายาว, สายตาเอียง, ซื้อแว่นตา, ตัดแว่น, แว่นตาราคาถูก


เกี่ยวกับสิวและที่มาของสิว

 

                                            

สบู่เหลวมาสเตอร์คลีน ช่วยทำความสะอาดใบหน้าและผิวหนังที่สกปรก สิ่งแปลกปลอมต่างๆคราบไขมันอันเป็นแหล่งเพาะเชื้อที่ก่อให้เกิดการอักเสบของสิวอักเสบและผิวหนังอักเสบ สิวผดผื่นหรือผดผื่นคันตามผิวหนัง ใช้เป็นประจำช่วยให้ใบหน้าและผิวหนังมีสุขภาพดี ห่างไกลจากสิวผดผื่นคันและการอักเสบของผิวหนัง

   สิว ( Acne / Pimple / Zits) คือตุ่มเม็ดเล็กๆ ที่มีหนองเป็นไตสีขาว ๆ อยู่ข้างใน ขึ้นตามหน้าต้นจากหัวสิว โคมิโดน (Comedone) ซึ่งสามารถอักเสบได้ง่ายหากมีตัวกระตุ้นเพิ่มเติม เช่น แบคทีเรีย หรือ ฝุ่นละอองในอากาศ หรือผิวหนังสกปรกก็สามารถทำให้เกิดสิวได้

คนทั่วๆไปมักจะเข้าใจว่าสิวเกิดจากผิวหน้าสกปรก จริงๆแล้วไม่เสมอไปว่าคนเป็นสิวต้องเป็นคนที่หน้าสกปรก แต่สิวเกิดเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย ต่อมไขมันก็จะทำงานมากผิดปกติ และเซลล์เยื่อบุรูขุมขนมีการแบ่งตัวมากไป รูขุมขนก็จะแคบลง จึงเกิดการอุดตันของไขมันที่มากผิดปกติ ไม่สามารถที่จะระบายออกจากรูขุมขนได้จึงเกิดเป็นสิวขึ้นมา

 สาเหตุที่ก่อให้เกิดสิวมีหลายอย่าง ดังนี้
         1. ความเครียด ความวิตกกังวลทำให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลง จึงเป็นการกระตุ้นการทำงานของต่อมไขมันทำให้เกิดสิวได้
         2. แสงแดด ช่วยกระตุ้นการทำงานของต่อมไขมันให้ทำงานมากขึ้น และเกิดการแบ่งเซลล์ที่ต่อมไขมันมากกว่าปกติ ก็ทำให้เกิดสิวได้
         3. อาหาร อาหารที่มันจัด เช่น ของทอดและของมันๆ อาหารหวานจัด เช่น น้ำอัดลม อาหารหวานๆ อาหารทะเลที่มีธาตุไอโอดีน (iodine) เช่น สาหร่ายทะเล และวิตามินบางอย่าง เช่น วิตามินอี วิตามินบี 12 ก็ทำให้เกิดสิวได้
         4. กิจวัตรประจำวัน เช่น การนอนดึก ทำให้ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อร่างกาย ทำให้เกิดสิว นอกจากนี้อาการท้องผูกก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดสิวได้ เพราะอาหารที่คั่งค้างอยู่ในท้องเป็นของเสียที่ร่างกาย ไม่ต้องการ ทำให้เกิดปฏิกิริยาที่ทำให้เกิดสิวได้
         5. การล้างหน้ามากเกินไปหรือบ่อยๆ จะทำให้ต่อมไขมันทำงานมากขึ้น เพื่อผลิตไขมันมากจนผิดปกติ ทำให้เกิดการอุดตันของไขมันกลายเป็นสิวได้
         6. สารเคมีในสบู่บางชนิดเป็นสบู่ที่ผสมกำมะถันและสารเฮกซาคลอโรฟิน (hexaclorrofin) อาจเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดสิวได้
         7. สารสเตียรอยด์ (steroid) ทั้งชนิดทาและชนิดรับประทาน ก็มีส่วนกระตุ้นให้เกิดสิวได้ด้วยเช่นกัน
         8. ฮอร์โมน ฮอร์โมนแอนโดรเจน (androgen hormone) ที่กระตุ้นการสร้างไขมันมาก จะเกิดการอุดตันของรูขุมขน จึงทำให้เกิดเป็นสิวได้ง่าย ปัญหาสิวทั้งหมดมากกว่า 80%มาจากฮอร์โมนเพศ  โดยเฉพาะฮอร์โมนแอนโดรเจน (androgen hormone) ที่ไปกระตุ้นการสร้างไขมันมากเป็นพิเศษ ทำให้ปริมาณไขมันที่ร่างกายกำจัดออกภายนอกผ่านทางผิวหนังมากขึ้นตามไปด้วย ผู้ที่มีปัญหาผิวมันหรือมีปริมาณไขมันมากกว่าคนปกติทั่วไป มักเกิดสิวได้ง่ายกว่าคนปกติทั่วไป ไขมันที่ร่างกายขับออกมาผ่านทางรูขุมขนจะเกิดการอุดตันตามท่อรูขุมขน จึงทำให้เกิดเป็นสิวได้ง่าย และเป็นที่มาของสิวมากที่สุดจากหลายๆสาเหตุ จะพบมากในช่วงวัยรุ่นสู่วัยผู้ใหญ่ ไปจนถึงวัยทองฮอร์โมนเพศจะเริ่มลดลง สิวก็จะเริ่มลดลงตามไปด้วย สิวที่มีสาเหตุมาจากฮอร์โมนเพศจะพบมากที่สุด โดยเริ่มต้นในช่วงเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ขึ้นไป ผู้ที่ผิวมันหรือไขมันมากอยู่แล้ว ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทที่มีไขมันมากๆ

         ท่านทราบหรือไม่ว่า ทำไมสิวบนใบหน้าแต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน ก็เพราะว่าแต่ละคนเป็นสิวชนิดต่างๆกันไปชนิดของสิวแบ่งได้ ดังนี้
         1. สิวหัวขาว เป็นส่วนผสมของผิวหนังเซลล์ที่ตายแล้วรวมกับไขมันซึ่งอยู่ในรูขุมขน
จะมีลักษณะเป็นเม็ดขาวปนเหลืองนูนขึ้นมาบนผิวหนัง
         2. สิวหัวดำ เป็นสิวหัวขาวซึ่งถูกออกซิเจนในอากาศหรือมีเม็ดสีเมลานิน (melanin) มาสะสมอยู่ จะเกิดเป็นสิวหัวดำ
         3. สิวอักเสบ เป็นสิวหัวขาวหรือหัวดำที่มีเชื้อแบคทีเรียซึ่งปกติอยู่ในผิวหนัง ย่อยไขมันที่สะสมเป็นกรดไขมัน ทำให้เกิดการระคายเคืองผิว จึงมีอาการบวมแดงกลายเป็นสิวอักเสบ
         4. สิวหนอง เป็นสิวอักเสบที่ได้รับเชื้อจากภายนอกโดยการบีบหรือแกะสิว ทำให้มีการลุกลามของเชื้อโรคจนเป็นหนองขึ้น และจะรู้สึกเจ็บมาก
         5. สิวเสี้ยน สิวเสี้ยนเกิดจากการอุดตันของไขมันในรูขุมขนรวมตัวกับฝุ่นละอองในอากาศ ทำให้เกิดอัดตัวแน่นเป็นก้อน จึงเกิดเป็นสิวเสี้ยน
         6. สิวข้าวสาร สิวข้าวสารจะคล้ายกับสิวเสี้ยน แต่สิวข้าวสารเกิดจากไขมันที่ถูกขับจาก
ต่อมไขมันไปอุดตันอยู่ภายในท่อไขมัน ซึ่งการอุดตันเกิดลึกกว่าสิวเสี้ยน ทำให้เกิดเป็นไตแข็งๆ เป็นแล้วมักหายช้า
         7. สิวหัวช้าง ลักษณะการเกิดเช่นเดียวกับสิวหนอง แต่การแตกของต่อมไขมันเกิดขึ้นในชั้นที่ลึกกว่าสิวหนอง จึงทำให้เกิดการอักเสบมากกว่า ถ้าหากแกะหรือบีบสิว จะทำให้เกิดเป็นรอยแผลเป็นที่ลึกมาก ดังนั้นจึงไม่ควรบีบสิวที่เกิดขึ้น    

สิวเป็นปัญหาที่พบบ่อยมากในวัยหนุ่มสาว สิวเริ่มต้นจากวัยเจริญพันธุ์เข้าสู่วัยรุ่นขึ้นไป บางคนเห็นเป็นเรื่องธรรมดาไม่ใส่ใจที่จะรักษาถ้าเป็นเพียงเล็กน้อย เนื่องจากทราบว่าหายได้เอง แต่คนส่วนใหญ่ที่รักสวยรักงามมักจะพยายามรักษา เพราะสิวมักพบที่ใบหน้า และส่วนบนของลำตัว เมื่อหายแล้วก็มักจะทิ้งรอยแผลเป็น จากสถิติของสถาบันโรคผิวหนัง สิวเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมาพบแพทย์สูงเป็นอันดับที่ 2 ของผู้ป่วยทั้งหมด โดยเป็นชายร้อยละ 33 และหญิงร้อยละ 67 สิวจะปรากฏอาการในผู้หญิงช่วงอายุ 14-17 ปี และในผู้ชายช่วงอายุ 16-17 ปี ความรุนแรงของสิวจะมากขึ้น 3-5 ปี หลังจากเริ่มเป็นสิวและมักหายไปใน
ช่วงอายุ 20-25 ปี ร้อยละ 85 ของผู้ที่เป็นสิวจะเป็นชนิดไม่รุนแรง มีเพียงร้อยละ 15 ที่เป็นสิวอักเสบชนิดรุนแรง
เมื่ออายุพ้นวัยรุ่นไปแล้ว สิวจะค่อยๆ ทุเลาลง ยกเว้นผู้ป่วยบางรายยังคงเป็นสิวมากจนสมควรจะต้องรักษาเมื่ออายุถึง 35 ปี หรือมากกว่านั้น นอกจากนี้ยังพบว่าในวัย 40 ปี ร้อยละ 1 ของผู้ชาย และร้อยละ 5 ของผู้หญิงยังคงเป็นสิว การที่พบผู้หญิงเป็นสิวเมื่อเลยวัย 25 ปีไปแล้วมากกว่าผู้ชายอาจจะเป็นเพราะผู้หญิงมีการใช้เครื่องสำอางค์เพื่อเสริมสร้างความงาม ซึ่งเครื่องสำอางค์ที่ใช้อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดสิว (cosmetic acne)

สาเหตุของการเกิดสิว
สิวเกิดจากสาเหตุหลายประการร่วมกันคือ

1. เกิดจากการหนาตัวของชั้น corneum การหนาตัวของชั้น corneum (hyper-cornification) ที่ท่อของรูขุมขนซึ่งต่อมไขมันมาเปิดเชื่อมต่อ การหนาตัวเกิดจากการระคายเคืองจากไขมัน (sebum) จากต่อมไขมัน และการที่กรด linoleic ในไขมันมีปริมาณลดลง

2. ฮอร์โมนTestosterone ฮอร์โมนTestosterone ในกระแสเลือดเปลี่ยนไปเป็น dihydrotestosterone ในเนื้อเยื่อโดยอาศัยเอนไซม์ 5-a reductase dihydrotestosterone ในเนื้อเยื่อ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้ต่อมไขมันมีขนาดใหญ่ขึ้น และหลั่งไขมันออกมามากขึ้น เนื่องจากในไขมันมีส่วนประกอบของสาร free fatty acid, squalene และ squalene oxide ซึ่งเชื่อกันว่าสารเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดสิวและการอักเสบที่ผิวหนัง มีรายงานว่าส่วนใหญ่ผู้ที่เป็นสิวมีระดับ testosterone ในกระแสเลือดปกติแต่dihydrotestosterone ในเนื้อเยื่อสูงกว่าปกติ

3. แบคทีเรียในบรรยากาศ แบคทีเรียที่สำคัญที่ทำให้เกิดสิวอักเสบ คือ Propionibacterium acnes (P. acnes) เชื้อตัวนี้ย่อยไขมัน
จากต่อมไขมันให้เป็น free fatty acid โดยอาศัยเอนไซม์ lipase นอกจากนั้น P. acnes ยังหลั่งเอนไซม์ protease, hyaluronidase และ low molecular weight chemotactic factor ซึ่งสารเหล่านี้จะทำให้เกิดกระบวนการอักเสบขึ้น อย่างไรก็ตาม ปริมาณของ P. acnes ไม่ได้แปรตามความรุนแรงของการเกิดสิว

4. การตอบสนองของร่างกาย  การตอบสนองของร่างกายเป็นสาเหตุข้อหนึ่งในการเกิดสิว โดยพบว่าผู้ที่เป็นสิวอย่างรุนแรงจะมีปริมาณของแอนติบอดีต่อ P. acnes มากขึ้น

ปัจจัยอื่นที่กระตุ้นให้เกิดสิว

1. พันธุกรรม ได้มีการศึกษาถึงความสำคัญของพันธุกรรมในการทำให้เกิดสิวและมีเหตุผลสนับสนุนคือ ในเด็กที่เป็นสิวจะมีพ่อหรือแม่เป็นสิว 45% แต่ในเด็กที่ไม่เป็นสิวจะมีพ่อหรือแม่เป็นสิวเพียง 8% เท่านั้น อย่างไรก็ตามความรุนแรงของโรคที่เกิดในพ่อแม่ก็ไม่เหมือนกับที่เกิดในลูก อย่างไรก็ตามยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่แน่ชัดว่าพันธุกรรมเกี่ยวข้องกับการเป็นสิว

2. ยา ทั้งยาทาและยารับประทานหลายชนิดอาจทำให้เกิดสิว หรือทำให้เกิดสิวเห่อมากขึ้น ยาบางอย่างทำให้เกิดสิวเฉพาะคนบางคน แต่คนเป็นจำนวนมากได้รับยาอย่างเดียวกันนั้นอาจไม่เกิดสิว ยาที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคสิวอย่างแน่นอนและก่อโรคในคนส่วนใหญ่ ได้แก่ corticosteroids ทั้งยารับประทานและยาทา, androgens รวมทั้ง anabolic steroids และ gonadotropins

3. เครื่องสำอาง สบู่ น้ำมันใส่ผม ก็ทำให้เกิดสิวได้ (cosmetic acne, acne detergicans, pomade acne) เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของ olive oil, white petrolatum lanolin สบู่ที่มีส่วนผสมของ tar, sulfur หรือยาปฏิชีวนะ เช่น hexachlorophene ซึ่งสารเหล่านี้สามารถกระตุ้นให้เกิดสิวได้

4. Premenstrual acne มีรายงานว่าร้อยละ 60-70 ของผู้หญิงที่เป็นสิวจะมีสิวมากขึ้นใน 1 สัปดาห์ก่อนมีประจำเดือน เนื่องจากฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่หลั่งออกมามากในช่วงนั้น ทำให้มีการคั่งของน้ำในร่างกาย รูขุมขนจะบวมมากขึ้น การไหลผ่านของไขมันเป็นไปได้ไม่ดีสิวมักเห่อใน 2-3 วันต่อมา

5. ภาวะเครียด กระตุ้นให้เกิดสิวหรือไม่นั้นยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด แต่มีบางรายงานที่กล่าวว่าสิวเห่อมากขึ้นในช่วงที่เครียดจากการสอบ อย่างไรก็ตาม สิวทำให้เกิดภาวะเครียดเนื่องจากทำให้ใบหน้าดูไม่ดี ทำให้ผู้ป่วยบีบหรือแกะสิว ซึ่งมีผลทำให้สิวอักเสบ รุนแรงมากขึ้น

6. อาชีพและสิ่งแวดล้อม การทำงานในที่ที่มีอากาศร้อนชื้น เหงื่อออกมาก ทำให้เกิดการบวมของท่อไขมันและเกิดสิวตามมาได้ การทำงานที่ต้องสัมผัสกับน้ำมันก็อาจทำให้เกิดสิวได้ เช่นน้ำมันเครื่องจักรกล, crude petroleum tar

7. อาหาร เดิมเชื่อว่าอาหารบางชนิด เช่น ช็อกโกแลต, อาหารที่มีไขมันมาก มีผลทำให้สิวเห่อ แต่จากการศึกษาไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างอาหารกับความรุนแรงของสิว

พยาธิกำเนิด  ต่อมไขมันมีอยู่ทั่วๆ ไปตามผิวหนัง แต่พบได้มากที่สุดบริเวณใบหน้า หนังศีรษะ หน้าอก และหลัง ท่อเปิดของต่อมไขมันแต่ละต่อมจะเปิดสู่ผิวหนังภายนอกร่วมกับท่อเปิดของรูขุมขน  สิวเกิดขึ้นเมื่อมีความผิดปกติของท่อเปิดนี้ โดยเกิดมีการหนาตัวของชั้น corneum (hyper-cornification) ซึ่งทำให้ท่ออุดตัน ถ้าการอุดตันนั้นยังมีทางเปิดสู่ผิวหนังภายนอกได้ก็จะพบลักษณะของสิวหัวเปิด (open/black head comedones) แต่ถ้ารูเปิดของท่อไขมันเล็กมากจนมอง
ไม่เห็นเรียกว่า สิวหัวปิด (closed/white head comedones) เมื่อมีการอุดตันเพิ่มขึ้นไขมันจะสะสมอยู่ในท่อมากขึ้น เกิดอาการพองโตและแตก สารที่อยู่ภายในของต่อมไขมันกระจายไปสู่หนังกำพร้าและหนังแท้บริเวณใกล้เคียง ทำให้เกิดสิวอักเสบขึ้น บางครั้งสิวอักเสบก็เกิดขึ้นได้โดยไม่มีการแตกหรือทำลายของท่อไขมัน แต่เกิดจาก P. acnes ในต่อมไขมันหลั่งเอนไซม์ lipase เอนไซม์นี้ไปย่อยไขมันให้เกิดกรดไขมันอิสระซึมผ่านท่อต่อมไขมันไปสู่หนังแท้ใกล้เคียงทำให้เกิดการอักเสบขึ้น ถ้าการอักเสบอยู่ส่วนบนของผิวหนังจะเห็นเป็นตุ่มแดง (papule) และตุ่มหนอง (pustule) ถ้าการอักเสบอยู่ลึกลงไปจะเห็นเป็นก้อนบวม (nodule) หรือถุงสิว (cyst)

การรักษาสิว 

หลักเกณฑ์ในการรักษาสิวค่อนข้างจะตรงไปตรงมาตามพยาธิกำเนิด ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าการรักษาไม่สามารถจะรักษาสิวให้หายได้อย่างรวดเร็วทันใจภายใน 1 สัปดาห์ การรักษาอาจจะพอเห็นผลดีขึ้นบ้างอย่างน้อยภายใน 2-4 สัปดาห์ ซึ่งถ้าได้รับการรักษาที่เหมาะสมจะดีขึ้นประมาณ 40% เมื่อรักษาได้ครบ 2 เดือน, เมื่อครบ 4 เดือนจะดีขึ้นประมาณ 60% และเมื่อครบ 6 เดือนจะดีขึ้นประมาณ 80% หรือมากกว่ายาทา  ยาทาที่ใช้รักษาสิวออกฤทธิ์ที่สำคัญ คือ ฤทธิ์กำจัดหัวสิว ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและลดการอักเสบ
ยาต้านเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่
1. Benzoyl peroxide ซึ่งออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อ P. acnes และลดปริมาณกรดไขมันอิสระ อีกทั้งช่วยลดขนาดและจำนวนของ comedones รวมทั้งรอยสิวที่อักเสบลงได้ด้วย ดังนั้นยานี้ได้ผลดี ทั้งสิวอักเสบและไม่อักเสบ Benzoyl peroxide อาจจะทำให้ ผิวหนังเกิดอาการระคาย แห้ง ลอกและอาการผื่นแพ้จากการสัมผัสได้ แนะนำให้ใช้ยาเพียง 5-10 นาที วันละ 2 ครั้งแล้วล้างยาออกด้วยน้ำเปล่า เมื่อเริ่มคันกับการใช้ยาจึงเพิ่มเวลาในการทายาให้นานขึ้น ผลิตภัณฑ์ Benzoyl peroxide
มีหลายรูปแบบในความเข้มข้น 2.5%, 5% และ 10% ในรูปของ gel และ lotion ซึ่งโดยทั่วไปเชื่อว่า ผลิตภัณฑ์ของยาในชนิด gel ออกฤทธิ์ดีกว่า lotion และตัวยาในความเข้มข้น 2.5% ได้ผลในการรักษาพอๆ กับ 5% และ 10% อีกทั้งยังก่อให้เกิดอาการระคายผิวน้อยกว่าด้วย

2. antibiotics ชนิดทาเฉพาะที่ ออกฤทธิ์เป็น bacteriostatic และออกฤทธิ์ลดการอักเสบ ยากลุ่มนี้จะได้ผลดีกับรอยโรคชนิดอักเสบ คือ ตุ่มนูนแดงแข็ง (papule) และสิวหนองชนิดตื้นหรือลึก (pustules) แต่รอยโรคแบบ comedo และสิวขนาดใหญ่ เป็นถุงใต้ผิวหนังภายในมีหนอง หรือสารเหลวๆ คล้ายเนย (cyst) อาจจะไม่เปลี่ยนแปลง ยา clindamycin และ erythromycin ใช้ทาได้สะดวก และผลที่ได้ใกล้เคียงกัน รองลงมาคือ tetracycline ยากลุ่มนี้ถ้าใช้ต่อไปนาน ๆ
จะมีเชื้อโรคซึ่งดื้อต่อยา ยาทาต้านเชื้อแบคทีเรียทุกชนิด ใช้ทาวันละ 2 ครั้ง Topical antibiotic ที่ใช้ทารักษาสิว ได้แก่
2.1 Clindamycin phosphate ความเข้มข้น 1% ใน hydroalcoholic vehicle หรือ
ใน gel ยาทาประกอบด้วย Clindamycin phosphate 10 มก./มล. ใน 50% isopropyl alcohol และ propylene glycol solution หรืออาจจะใช้ตัวยาใน gel
2.2 Erythromycin base solution ความเข้มข้นต่างๆ กัน ตั้งแต่ 1.5-2% ยาทา ประกอบด้วย erythromycin base ใน propylene glycol และ alcohol solution
2.3 Tetracycline hydrochloride solution ประกอบด้วย tetracycline hydrochloride 2.2 มก./มล. ใน 40% ethanol solution หลังการทา tetracycline
hydrochloride แล้ว 1 ชั่วโมงจะทำให้ผิวหนังเป็นสีเหลืองอยู่ชั่วคราว อาจจะล้างออกได้โดยไม่ทำให้ผลของยาลดลง

3. Azelaic acid cream 1,7-heptane decarboxylic acid [COOH-(CH2 ) 7-COOH] เป็นยารักษาสิวที่ออกฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะเชื้อ P. acnes และ
S. epidermidis อีกทั้งยังลด keratohyalin granules และต้านการสร้าง keratin จึงมีผลยับยั้งการเกิด comedo นอกจากนี้ azelaic acid ยังมีฤทธิ์ยับยั้งการอักเสบแต่ไม่มีผลต่ออัตราการหลั่ง  sebum ผลของการรักษาใกล้เคียงกับ benzoyl peroxide และ retinoic acid ในระยะแรกยานี้ใช้เป็นยาทารักษาฝ้า โดยอาศัยฤทธิ์ที่เป็น competitive inhibitors ของ tyrosinase พบว่าเมื่อใช้ยานี้ทารักษาฝ้า โรคสิวก็ทุเลาขึ้นด้วย และผลดีในการรักษาสิวก็มีรายงานยืนยัน ผลข้างเคียงของยาพบได้บ้าง เช่น อาการแสบ คัน แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ทนได้ อาจจะใช้ Azelaic acid ครีมอย่างเดียว ทาเพื่อรักษาสิวชนิดที่ไม่รุนแรงนัก แต่อาจจะใช้ร่วมกันกับยารับประทาน เช่น antibiotics หรือantiandrogens 20% Azelaic acid cream มีจำหน่ายในชื่อ Skinoren® ใช้ทาผิวหนังวันละ 2 ครั้ง

4. Tretinoin (Trans-retinoic acid; Vitamin A acid) ผลิตภัณฑ์ยามีในรูป cream, lotion และ gel มีจำหน่ายในชื่อ Airol® และ Retin-A® หรืออื่นๆ อีก ความเข้มข้นของยา 0.1%, 0.05% cream หรือ 0.05% liquid, 0.01%, 0.025% gel  Tretinoin เป็นยาที่ออกฤทธิ์เป็นยาที่กำจัดหัวสิว (comedolytic agent) ที่ดีที่สุด ช่วยยับยั้งการเกิด comedo ขึ้นใหม่ และทำให้ comedo ซึ่งเกิดขึ้นแล้วหลวมตัวหลุดออกไปง่ายขึ้น tretinoin ไม่ เพียงแต่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในแบบแผนของการสร้าง keratin ภายในขุมขนเท่านั้น ยังสามารถลดจำนวนชั้น stratum corneum ที่ปกติด้วย ดังนั้นการทายา tretinoin จึงช่วยให้ยาตัวอื่นผ่านผิวหนังได้ดีขึ้นด้วย  Tretinoin เหมาะที่จะใช้ทาเพื่อรักษาสิวหัวดำและสิวหัวขาว (comedo acne) อาจจะใช้ยานี้เพียงอย่างเดียว หรือจะใช้ร่วมกับ benzoyl peroxide gel หรือยาทาต้านเชื้อแบคทีเรียชนิดอื่นๆ ด้วยก็ได้

ข้อแนะนำในการใช้ tretinoin ทารักษาสิว มีดังนี้

1. การทายาอาจจะทำให้หน้าแดงและลอกบ้าง ซึ่งเป็นผลของการรักษาแต่จะต้องระวังไม่ให้แดงและลอกมากเกินไป
2. ผู้ป่วยที่มีผิวสีอ่อน และเกิดอาการระคายเคืองได้ง่าย ควรใช้ยาในรูปของครีมโดยเริ่มต้นที่ความเข้มข้นต่ำก่อน คือใช้ครีม 0.05% หรือถ้าจะใช้ gel ก็ให้ใช้ 0.01% คนที่มีผิวคล้ำหรือทนต่อยาได้ดี ก็อาจจะใช้ครีม 0.1% gel หรือ ยาน้ำ 0.025%
3. ยาทาชนิดอื่น ควรจะหยุดหมดทุกอย่างก่อนเริ่มต้นการรักษาด้วย retinoic acidควรล้างหน้าด้วยสบู่อ่อน ฟอกสบู่อย่างมาก แค่วันละ 2 ครั้ง
4. ผู้ที่ใช้ยา retinoic acid จะทนต่อแสงแดดได้ไม่ดีนัก และยาอาจจะระคายผิวได้ จึงควรทายาเพียงวันละ 1 ครั้งก่อนนอน ทายาบางๆ ทั่วใบหน้ายกเว้นรอบตาและริมฝีปาก ควรทาบนผิวหนังที่แห่งสนิทดีแล้วประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนนอน ควรทายาภายหลังล้างหน้าแล้วอย่างน้อยที่สุด15 นาที
5. เลี่ยงการถูกแสงแดดแรงกล้า อาจจะทายากันแดดช่วยในตอนกลางวัน
6. ผิวหนังจะแดงและลอกบ้างภายใน 1 สัปดาห์ จะเป็นอยู่ประมาณ 3-4 สัปดาห์ และภายใน 2-4 สัปดาห์แรกอาจจะรู้สึกว่าสิวเห่อมากขึ้น เนื่องจากหัวสิวกำลังจะโผล่มาสู่ผิวนอก ไม่ต้องกังวล
7. กว่าหัวสิวจะหลุดหมดต้องใช้เวลาประมาณ 3 เดือน จะด่วนตัดสินผลการรักษาก่อน8 สัปดาห์ไม่ได้
8. ถ้าจะใช้เครื่องสำอาง ควรเป็นชนิด water-based cosmetic ชนิดที่ไม่เป็นมันล้างน้ำออกได้ง่าย และไม่พอกจนหนา
9. ถ้าผู้ป่วยไม่สามารถทนที่จะใช้ครีมที่ ความเข้มข้น 0.05% หรือ gel 0.01% ทุกๆ วันได้ ก็ให้เว้นการทาลงบ้าง เช่น ทาคืนเว้นคืน หรือทาคืนเว้น 2 คืน
10. เมื่อรอยโรคหายไปหมดแล้ว ควรจะต้องทายานี้ต่อไปอีก

การใช้ tretinoin ร่วมกับยาต้านเชื้อแบคทีเรีย

การทา tretinoin เพื่อจุดประสงค์ในการป้องกันและกำจัด comedones ส่วนการทา benzoyl peroxide และ antibiotics ต่างๆ เพื่อกำจัดเชื้อ P. acnes และลดการอักเสบ นอกจากนั้น tretinoin ยังช่วยให้การดูดซึมของยาทาชนิดอื่นดีขึ้นด้วย มีข้อแนะนำได้กล่าวบ้างในตอนต้นคือ
1. ให้ทา tretinoin cream ตอนกลางคืน ตามคำแนะนำการใช้ 10 ข้อดังกล่าวแล้ว
2. ทา benzoyl peroxide gel หรือทา antibiotics อื่นๆ ชนิดใดชนิดหนึ่งในตอนเช้า
3. เมื่อรอยสิวหมดไปแล้ว ให้ทายาต่อไป โดยลดความเข้มข้นของยา และลดความบ่อยในการทายาลง
4. ยา tretinoin และ benzoyl peroxide ห้ามทาในเวลาเดียวกัน ทั้งนี้เพราะการผสม tretinoin ซึ่งเป็นสารไม่อิ่มตัวอย่างมากกับ benzoyl peroxide ซึ่งเป็น reactive oxidantsจะทำให้ยาทั้งสองชนิดต่างถูกทำลาย
5. ยาทาที่ทำให้ผิวหนังแห้ง, ลอก และสบู่ล้างหน้า ผู้ป่วยสิวที่หน้าเป็นมันมาก การล้างหน้า ฟอกสบู่จะช่วยชะล้างความมันบนผิวหน้าออกไปได้ชั่วคราว จะเป็นประโยชน์บ้างเสริมกับการรักษาด้วยยา ทั้งนี้จะต้องไม่ล้างฟอกมากหรือบ่อยเกินไป ล้างแค่วันละ 2 หรือ 3 ครั้งอย่างมากก็พอแล้ว

สบู่ไม่สามารถกำจัดทั้งสิวหัวดำและสิวหัวขาว
การรักษาสิวในอดีต มีสบู่ ครีม โลชั่น และแป้งน้ำหลายชนิด ซึ่งมีตัวยาประกอบด้วย sulfur, resorcinol และ salicylic acid ซึ่งคิดว่าช่วยให้ผิวหนังแห้งและลอก แต่ฤทธิ์ดังกล่าวไม่ใช่ฤทธิ์กดการทำงานของต่อมไขมัน ตัวยามีฤทธิ์ลอกชั้นผิวๆ ของ stratum corneum ที่คลุมตุ่มสิวอยู่ และฤทธิ์ keratolytic ของยารักษาสิวประเภทนี้ก็ค่อนข้างจะอ่อน

ยารับประทานสิว
ผู้ป่วยซึ่งเป็นสิวชนิดที่รุนแรงขึ้น มี papule (หัวสิวที่อักเสบ มีลักษณะเป็นตุ่มแข็งสีแดง),
pustule (หัวสิวที่เป็นหนองชนิดตื้นและลึก), cyst และแผลเป็น นอกจากจะใช้ยาทาดังกล่าวแล้ว ควรให้ยารับประทาน เช่น antibiotics ร่วมด้วย

การรักษาด้วย antibiotic จะยังประเมินผลของการรักษาไม่ได้จนกว่าให้การรักษาไปแล้ว นาน 6-8 สัปดาห์ และมักจะต้องให้ต่อไปอีกนานหลายเดือน หรือเป็นปี

1. ยาต้านเชื้อแบคทีเรีย มีหลายชนิดที่สามารถเลือกนำมาใช้รักษาสิวได้ ได้แก่
1.1 Tetracycline เป็นยาต้านเชื้อแบคทีเรียตัวแรกที่ควรจะเลือกใช้รักษาสิวด้วยเหตุผลหลายประการคือ เป็นยาที่ราคาถูก ผลข้างเคียงน้อยและ ผู้ป่วยสามารถทนยาได้ดีถ้าต้องใช้เป็นเวลานาน ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือ อาการระคายทางเดินอาหารบ้างเล็กน้อยและเกิด Candida vaginitis ถ้าเด็กหรือหญิงมีครรภ์รับประทานยานี้ จะทำให้ฟันของเด็กมี enamel hyperplasia และทำให้ฟันเปลี่ยนสี เด็กที่อายุ 12 ปีขึ้นไป ฟันแท้ขึ้นแล้วก็รับประทานยาได้ยา tetracycline จะทำปฏิกิริยากับ metallic ions คือ AL3+, Mg2+ และ Ca2+ ซึ่งมีอยู่ในยาต้านกรดในกระเพาะอาหาร (antacid) และในอาหารประเภทผลิตภัณฑ์นมทุกชนิด ดังนั้นจึงต้องไม่รับประทานยา tetracycline พร้อมกับยาและอาหารประเภทดังกล่าว ขนาดของยา tetracycline ในระยะแรกให้ 250 มก. วันละ 4 ครั้ง หรือ 500 มก. วันละ
2 ครั้ง ควรรับประทานยาเวลาท้องว่างคือ ก่อนอาหารครึ่ง ชั่วโมงหรือหลังอาหาร 2 ชั่วโมง รับประทานยาจนกระทั่งสิวทุเลาขึ้นชัดเจน จึงลดขนาดยาลงเหลือวันละ 250-500 มก.
1.2 Erythromycin  เป็นยาต้านเชื้อแบคทีเรียชนิดที่ 2 ที่จะเลือกนำมาใช้รักษาสิวโดยเฉพาะในเด็กที่อายุต่ำกว่า 12 ปี เริ่มยาในขนาดวันละ 1 กรัม เมื่อโรคทุเลาจึงลดขนาดลงเช่นเดียวกับ tetracycline
1.3 Minocycline  เป็นยาต้านเชื้อแบคทีเรียที่มีประโยชน์มากในการรักษาสิว ยาละลายได้ดีมากในไขมัน และผ่านเข้าไปใน sebaceous follicle ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในรายที่ผลของการรักษาไม่ดีด้วยการรับประทาน tetracycline ก็ยังได้ผลดีต่อการรักษาด้วย minocycline ผลข้างเคียง อาจจะมีอาการวิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน ถ้าได้รับยาขนาดสูงในระยะแรกเริ่มของการรักษา ขนาดของยาในระยะแรกให้ 50 มก./วัน แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นช้าๆ ขนาดสูงสุดอาจจะถึง
100 มก. วันละ 2 ครั้ง ในรายที่การตอบสนองต่อยา tetracycline และ erythromycin ไม่ดีเท่าที่ควรก็เปลี่ยนมาใช้ minocycline ผลจะดีขึ้น doxycycline ก็ให้ผลดีเช่นเดียวกัน
1.4 Clindamycin เป็นยาที่ได้ผลดีมากในการรักษาสิว แต่เนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิด pseudomembranous colitis ทำให้มีข้อจำกัดในการใช้ อาจจะเลือกใช้ยานี้ได้ในรายที่เป็นสิวอย่างรุนแรง และรักษาไม่ได้ผลดีด้วยวิธีอื่นๆ ขนาดของยาที่ใช้คือ 300-450 มก./วัน

2. Retinoid  Isotretinoin เป็นอนุพันธ์ของกรดวิตามิน เอ ใช้ในการรักษาสิวชนิดรุนแรงที่ไม่ตอบสนองต่อการใช้ยาปฏิชีวนะดังที่กล่าวมาแล้ว ยาตัวนี้ออกฤทธิ์ทำให้ต่อมไขมันมีขนาดเล็กลง การหลั่งไขมันลดลง ช่วยให้การสร้างเคอราตินของท่อต่อมไขมันกลับเข้าสภาพปกติ ลดการอักเสบของสิว และลดปริมาณ P. acnes ด้วย ขนาดที่ใช้คือ 20-30 มก./วัน ให้นานติดต่อกัน 16-20 สัปดาห์ จะเริ่มเห็นผลเมื่อเวลาผ่านไป 3-4 สัปดาห์ ในผู้ป่วยบางรายมีสิวเห่อมากขึ้นในช่วง 2-4 สัปดาห์แรก แต่ไม่จำเป็นต้องหยุดรับประทานยา ไม่ควรใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะกลุ่ม tetracycline เนื่องจากอาจทำให้เกิดภาวะ pseudotumor cerebri  ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือ cheilitis, xerosis, conjunctivitis การเปลี่ยนแปลงของระดับโคเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และ SGOT สูงขึ้น ผลข้างเคียงที่สำคัญ คือ teratogenic effect พบได้ถึงร้อยละ 30 ในหญิงมีครรภ์ขณะรับประทานยาตัวนี้ ฉะนั้นควรหยุดยาอย่างน้อย 2 เดือนก่อนตั้งครรภ์

3. ฮอร์โมน  Cyproterone acetate ยาตัวนี้ออกฤทธิ์เป็นตัวต้าน androgen คุณสมบัติของยานี้คือ ลดขนาดและการหลั่งไขมันของต่อมไขมัน ใช้ได้เฉพาะผู้หญิง โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีสิวสัมพันธ์กับการมีประจำเดือน หรือในผู้หญิงที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาสิว ด้วยยาปฏิชีวนะทั่วๆ ไปที่กล่าวไปแล้ว ยาที่มีขายใน ท้องตลาดในรูปของยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีส่วนผสมของ cyproterone acetate 2 มก. และ ethinyl estradiol 0.05 มก. ยา 1 แผงประกอบด้วยยา 21 เม็ด เริ่มรับประทานยาเม็ดแรก ในวันแรกที่มีประจำเดือน เริ่มเห็นผลเมื่อใช้ยาไปนาน 3-4 เดือน ควรใช้ยานาน 6-12 เดือน โดยใช้ควบคู่ไปกับยาทารักษาสิว ผลของการรักษาใกล้เคียงกับการใช้ tetracycline 1 กรัม/วัน ผลข้างเคียงคล้ายคลึงกับยาคุมกำเนิดทั่วๆ ไป คือ คลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักตัวเพิ่ม ประจำเดือนผิดปกติ และเป็นฝ้า ไม่ใช้ยานี้ในผู้ชาย เด็ก ผู้หญิงอายุต่ำกว่า 16 ปี หรือผู้หญิงอายุมากมีประวัติสูบบุหรี่จัด มี varicose vein

4. Spironolactone  ออกฤทธิ์ต้าน androgen ลด testosterone และ dehydroepian-drosterone ซึ่งทำให้ขนาดของต่อมไขมันและปริมาณของไขมันลดลงด้วย ยานี้ใช้ในผู้หญิงที่ไม่สามารถใช้ยา cyproterone acetate ได้ ไม่ควรใช้ยาตัวนี้ใน ผู้ชาย เนื่องจากทำให้เกิดภาวะ libido และหน้าอกโตขึ้นได้ ขนาดที่ใช้คือ 100-200 มก. รับประทานยานาน 6-12 เดือน โดยใช้ร่วมกับยาทารักษาสิว

การรักษาสิวโดยวิธีทางกายภาพ

1. การใช้ความเย็น (liquid nitrogen) ใช้ไม้พันสำลีจุ่มใน liquid nitrogen และแตะที่สิวอักเสบที่เป็นซีสต์ 2 ครั้ง ครั้งละ 20 วินาที แต่ละครั้งห่างกันนาน 2 นาที จุดประสงค์เพื่อช่วยลดการอักเสบ และความเย็นจะทำให้ผนังของซีสต์ถูกทำลายไป

2. การกดสิว ใช้รักษาสิวที่ไม่อักเสบทั้งชนิดหัวดำและหัวขาว เพื่อช่วยให้การกดสิวเป็นไปได้ง่ายขึ้น การกดสิวต้องทำให้ถูกหลักวิธี และสะอาด มิฉะนั้นจะทำให้หัวสิวที่อุดตันอยู่หลุดลงไปในชั้นหนังแท้ และทำให้เกิดการอักเสบมากกว่าเดิม

3. การฉีดสตีรอยด์ใต้หัวสิว ใช้ Kenacort® ความเข้มข้น 2.5 มก./มล. ในปริมาณ 0.25-0.1 มล. ฉีดเข้าที่ถุงสิวด้วยความระมัดระวัง การฉีดสตีรอยด์จะทำให้การอักเสบของสิวลดลงอย่างรวดเร็ว ข้อพึงระวัง คือ การฉีดยาลึกเกินไปหรือปริมาณยามากเกินไป ทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นเกิด atrophy หรือ purpura ขึ้นได้

 

     ข้อมูลดีๆที่รวบรวมและคำแนะนำที่ดีๆเกี่ยวกับสิว รวมถึงความรู้เกี่ยวกับสิว ซึ่งจะทำให้ทุกท่านที่เป็นสิวรู้ถึงแหล่งที่มาและวิธีการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี ขอให้นำไปใช้แก้ปัญหาให้เกิดประโยชน์กับตัวท่านเอง เป็นความรู้ที่ดีและควรเผยแพร่ต่อๆไป

 

                                                      <<  กลับหน้าแรก >>