ReadyPlanet.com
bulletวิธีการเคลียร์สิวอักเสบให้เกลี้ยงภายใน 2 สัปดาห์
bullet(( เคลียร์สิวอักเสบที่ไหล่ ))
bullet(( เคลียร์ปัญหารวมมิตร ))
bullet(( เรื่องราวของสิวอักเสบ ))
bullet(( รวมปัญหาสิวอักเสบ/รังแค ))
bullet(( ข้อมูลการรักษาสิวอักเสบด้วยตัวเอง ))
bulletที่มาของสิวและการเกิดสิวแต่ละชนิด
bulletเป็นสิวอักเสบเต็มหน้า
bulletเป็นสิวอักเสบเต็มหลัง/เป็นสิวอักเสบที่หลัง
bulletเป็นสิวอักเสบที่แก้ม
bulletเป็นสิวอักเสบที่คาง
bulletเป็นรังแคเยอะมาก
bulletเคลียร์รังแคเรื้อรังเชื้อราบนหนังศีรษะ
bulletเคลียร์สิวผดสิวผื่นแบบง่ายๆ
bulletรวมภาพสิวอักเสบในแต่ละจุด
bulletเป็นสิวที่ท้ายทอย/เป็นสิวอักเสบที่ท้ายทอย
bulletเป็นสิวที่แก้ม/เป็นสิวอักเสบที่แก้ม
bulletวิธีรักษาสิวอักเสบ/แก้สิวอักเสบด้วยตัวเองในเบื้องต้น
bulletสิวขึ้นลำคอ
bulletเป็นสิวที่หน้าอก/หน้าอกเป็นสิว/สิวขึ้นตรงหน้าอก
bulletวิธีรักษาสิวที่หลังด้วยตัวเอง
bulletผิวหนังอักเสบเป็นตุ่มแดง
bullet หัวเป็นตุ่ม/หัวเป็นตุ่ม คัน/ หัวอักเสบ/หัวเป็นตุ่มสิว/หัวเป็นตุ่มหนอง
bullet((จากแบรนด์มาสเตอร์คลีน))
bulletผลิตภัณฑ์ของมาสเตอร์คลีนทั้งหมด
bulletการบํารุงผิวพรรณ
bulletเคล็ดลับการบํารุงผิวหน้าไม่ให้เป็นสิว
bullet(( จะเริ่มต้นบำรุงผิวพรรณเมื่อไหร่ดี? ))
bulletการบำรุงผิวด้วยน้ำผึ้งแท้
bulletการบำรุงผิวด้วยน้ำนมสดพลาสเจอร์ไรส์
bullet(( การเลือกใช้สบู่กรณีสิวอักเสบสิวผดผื่น ))
bullet(( การใช้แชมพูสำหรับหนังศีรษะอักเสบและรังแคเรื้อรัง ))
bulletแชมพูมาสเตอร์คลีนใช้ได้ดีกับปัญหาใด?
bulletมาสเตอร์คลีนคืออะไร?
bulletสิวคืออะไร?สิวเกิดขึ้นได้อย่างไร?จะป้องกันสิวได้อย่างไร?
bulletเมื่อไหร่สิวจึงจะหายขาดแบบถาวร ?
bullet(( จะปฏิบัติตัวหรือทำตัวอย่างไรเมื่อเป็นสิว ?? ))
bullet(( วงจรการเกิดสิวและสิวอักเสบ ))
bullet(( เป็นฝีบ่อยๆ ))
bulletเกี่ยวกับสิวและที่มาของสิว
bullet อานุภาพของเชื้อแบคทีเรีย
bulletเป็นสิว/รักษาสิว
bulletสิวอักเสบในแต่ละจุด
bullet(( เทคนิคการเอาชนะสิวที่แก้ม ))
bulletเกี่ยวกับสิวอักเสบ( ที่มาของสิวอักเสบการดูแลรักษาสิวอักเสบ)
bulletข้อมูลเกี่ยวกับสิวและสิวอักเสบ
bulletเป็นสิวทําไงดี/เป็นสิวอักเสบ
bulletสิวอักเสบ
bullet((( วิธีรักษาสิวอักเสบ/วิธีป้องกันสิวอักเสบ )))
bulletการดูแลสิวอักเสบ/การรักษาสิวอักเสบ
bulletผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสิวอักเสบสิวผดผื่น
bulletเป็นผื่นคันน้ำเหลืองเสีย
bulletปัญหาสิวอักเสบ
bulletการทำความสะอาดสิวอักเสบด้วยสบู่เหลว
bulletกำจัดสิวอักเสบ
bulletกำจัดสิวอักเสบและสิวหนองอย่างไรให้รวดเร็ว?
bulletการแก้ปัญหาสิวอักเสบ
bulletการรักษาสิวอักเสบให้ได้ผลดี
bulletเป็นสิวอักเสบ
bulletเป็นสิวอักเสบเม็ดใหญ่หรือสิวหัวช้างอักเสบ
bulletการดูแลสิวอักเสบที่ใบหน้าและที่หลัง
bulletเป็นสิวที่หลัง/การรักษาสิวที่หลัง
bullet(( เป็นสิวที่คาง/เป็นสิวอักเสบที่คาง ))
bulletสิวหัวช้างหรือสิวเม็ดใหญ่
bulletการรักษาสิวหัวช้าง/แก้สิวหัวช้าง
bulletสิวหนองหรือสิวหัวหนองคืออะไร?
bulletกำจัดสิวหัวหนองหรือสิวหนอง
bulletสิวอุดตัน/สิวอุดตันอักเสบ
bulletเป็นสิวเห่อที่คาง/เป็นสิวอักเสบที่คาง
bullet(( สิวผด ))
bulletสิวเม็ดใหญ่หรือสิวหัวช้าง
bulletสิวอักเสบและวิธีรักษาสิวอักเสบ
bulletรักษาสิวอักเสบ/ผลิตภัณฑ์รักษาสิวอักเสบ
bulletยารักษาสิว
bullet(( สบู่รักษาสิวที่หลัง ))
bullet<< สบู่รักษาสิว >>
bulletสิว : ภัยคุกคามผิวหน้า
bulletเป็นสิว/เป็นสิวที่ใบหน้า
bulletเครื่องสำอางกับการเกิดสิว (cosmetic acne)
bulletเกี่ยวกับสิวและที่มาของสิว
bulletผิวที่ทำให้เกิดสิวอักเสบง่าย
bulletการรักษาสิวเบื้องต้น
bulletวิธีรักษาสิวดูแลสิวแต่ละชนิด
bulletแนวทางปฏิบัติตนเพื่อป้องกันการเกิดสิว
bulletผดผื่นคัน/ เป็นผื่นคันตามตัว
bulletเป็นตุ่มอักเสบที่หน้าอก
bullet(( มีปัญหาเป็นผื่นคันตามผิวหนังบ่อยๆดูที่นี่ ))
bullet(( หนังศีรษะอักเสบ ผมร่วง ))
bulletเป็นเชื้อราที่หนังศีรษะทำให้ผมร่วงจริงหรือ?
bulletคันหัวจากเชื้อรา
bullet(( ผมร่วง คันศีรษะบ่อยๆ ))
bullet(( แชมพูรักษารังแค ))
bulletวิธีรักษารังแค/แก้รังแคด้วยตัวเอง
bulletหัวเป็นเชื้อราหรือศีรษะเป็นเชื้อรา
bulletหัวเป็นสิวหรือศีรษะเป็นสิวอักเสบ
bulletหัวอักเสบเป็นตุ่มหนอง/หัวอักเสบเป็นตุ่มคัน
bulletหนังศีรษะอักเสบเป็นหนอง
bulletรังแคจากเชื้อราบนหนังศีรษะ
bulletเทคนิคการกำจัดสิวเสี้ยน
bulletเป็นฝีที่รักแร้/เป็นฝีที่รักแร้ ทำไงดี
dot
Admin.
dot
bulletบริหารจัดการ
dot
เว็บไซต์ที่น่าเปิดดู
dot
bulletเปิดร้านกาแฟ/เปิดร้านสมูธตี้
bulletร้านแว่นตา.com
bulletช่างปั้น/งานปั้น/ทำแม่พิมพ์/ทำโมลด์


เคลียร์สิวผดสิวผื่นที่หน้าผาก, เคลียร์สิวผด,  สิวผื่นที่แก้ม, เคลียร์สิวผด,  สิวผื่นที่กราม,  คลิกดูที่นี่....
เคลียร์สิวอักเสบที่หน้าผาก, เคลียร์สิวอักเสบที่แก้ม, เคลียร์สิวอักเสบที่กราม, คลิกดูที่นี่....
เคลียร์สิวอักเสบที่หน้าอก, เคลียร์สิวอักเสบที่ไหล่, เคลียร์สิวอักเสบที่หลัง,  คลิกดูที่นี่....
เคลียร์รังแคเรื้อรังผมร่วง, เคลียร์หนังศีรษะติดเชื้อรา, เคลียร์สิวอักเสบที่หนังศีรษะ, เคลียร์หนังศีรษะอักเสบติดเชื้อ, เคลียร์ผื่นคันที่หนังศีรษะตุ่มหนอง, คลิกดูที่นี่....
เคลียร์สิวอักเสบ, เคลียร์สิวหัวหนอง, เคลียร์สิวหัวช้าง, เคลียร์สิวผดผื่น, เคลียร์สิวที่หลัง, เคลียร์สิวที่คาง, เคลียร์สิวที่หน้าผาก,    คลิกดูที่นี่....
กาแฟ, กาแฟสด, แฟรนไชส์กาแฟ, ร้านกาแฟ, เปิดร้านกาแฟสด, อุปกรณ์กาแฟ, เคาน์เตอร์กาแฟ, เปิดร้านกาแฟ, ทำร้านกาแฟ, ธุรกิจร้านกาแฟ
สบู่เหลว, แชมพูสมุนไพร, ครีมหน้าเด้ง, ครีมกระชับผิวหน้า, เสริมความงาม, บำรุงผิวพรรณ, ครีมบำรุงหน้า, สบู่แก้สิว, สิวอักเสบ, สิวหนอง, สิวหัวช้าง, รักษาสิวอักเสบ, กำจัดสิวอักเสบ, แก้สิวอักเสบ, ผิวหนังอักเสบ, หนังศีรษะอักเสบ, ฮ่องกงฟุต, น้ำกัดเท้า
ร้านแว่นตา,แว่นสายตา,ตัดแว่นตามตัดแว่นสายตา, สายตาสั้น, สายตายาว, สายตาเอียง, ซื้อแว่นตา, ตัดแว่น, แว่นตาราคาถูก


สิวอักเสบและวิธีรักษาสิวอักเสบ

เอาชนะสิวอักเสบ/บอกลาสิวหนอง/สั่งลาสิวหัวช้าง/อำลาสิวที่หลัง/สั่งลาสิวที่แก้ม/บอกลาสิวที่คาง/อำลาสิวผดผื่น/ผดผื่นคันตามตัวได้ง่ายๆด้วยมาสเตอร์คลีน ชัดเจนและแน่นอน

 

                

     ( ภาพบน สิวอักเสบแบบต่างๆที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย จนทำให้ใบหน้าเละเสีบบุคคลิกไปถ้ารักษาไม่ทันการณ์ )

ความจริงเป็นสิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ พิสูจน์ความจริงได้ที่นี่..

ถึงเวลาบอกลาสิวอักเสบ, สั่งลาสิวที่หลัง อำลาสิวที่คาง, บอกลาสิวที่แก้ม, สิวผดผื่น, ผดผื่นคันตามตัว, ผิวหนังอักเสบติดเชื้อ

บอกลาศีรษะเป็นรังแคเรื้อรัง, อำลาหนังศีรษะอักเสบ, สั่งลาสิวอักเสบที่หนังศีรษะ,หนังศีรษะติดเชื้อ, หนังศีรษะเป็นเชื้อรา

ที่นี่ ใช้หลักวิทยาศาสตร์ในการนำเสนอข้อมูลและสินค้า ไม่มีการสร้างภาพหรืออุปโลกน์ใดๆ นำเสนอข้อมูลทุกอย่างแบบตรงมาตรงไป ควรใช้หลักเหตุและผลในการศึกษาข้อมูลตามหลักวิทยาศาสตร์ อย่าเชื่อโดยไร้หลักเหตุผลรองรับ

สบู่เหลวมาสเตอร์คลีน ช่วยทำความสะอาดใบหน้าและผิวหนังที่สกปรก สิ่งแปลกปลอมต่างๆคราบไขมันอันเป็นแหล่งเพาะเชื้อที่ก่อให้เกิดการอักเสบของสิวอักเสบและผิวหนังอักเสบ สิวผดผื่นหรือผดผื่นคันตามผิวหนัง ใช้เป็นประจำช่วยให้ใบหน้าและผิวหนังมีสุขภาพดี ห่างไกลจากสิวผดผื่นคันและการอักเสบของผิวหนัง 

            

การรักษาสิวอักเสบ สิวหนอง สิวหัวช้างนั้น ไม่ได้ยากอย่างที่คิด ถ้าเข้าใจถึงกลไก ที่มาและสาเหตุของการเกิดสิวอักเสบ วิธีการแก้สิวอักเสบหรือรักษาสิวอักเสบ วิธีป้องกันการเกิดสิวอักเสบขึ้นใหม่ แต่ผู้ที่เป็นสิวอักเสบส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเข้าใจ เลยต้องจ่ายเงินค่ารักษาตามที่ต่างๆรวมทั้งซื้อผลิตภัณฑ์รักษาสิวสารพัดยี่ห้อมาใช้ก็ไม่หายหรือดีขึ้น ทำให้สูญเสียเงินไปกับการรักษาไปเป็นจำนวนมากมาย บางรายซื้อรถยนต์ป้ายแดงได้อย่างสบาย นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นและได้พบมา ถ้ามาทำการวิเคราะห์ถึงปัญหาสิวอักเสบ วิธีการแก้ปัญหา มันไม่ได้ยากอย่างที่เข้าใจกัน วิเคราะห์ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ และแก้ปัญหาด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์สามารถทำได้ ถ้าเข้าถึงที่มาที่ไปของสิวอักเสบ มีความรู้และความเข้าใจในสิวอักเสบเป็นอย่างดี การเข้าถึงปัญหาและแก้ปัญหาอย่างตรงจุด คือแนวทางแก้ปัญหาสิวอักเสบ ที่นี่เราสอนให้คุณมีฐานความรู้ในเรื่องราวของสิวอักเสบ วิธีการแก้ไข วิธีการรักษา การดูแลเบื้องต้นด้วยตัวเองแบบครบครัน

  เทคนิคการรักษาสิวอักเสบไม่ให้เกิดแผลเป็นติดตามมาในภายหลัง

เมื่อเกิดปัญหาเป็นสิวอักเสบ ส่วนใหญ่จะเกิดแผลเป็นติดตามมาแทบทุกครั้ง ทั้งจากแผลเป็นจากสิวอักเสบที่สลายตัวไปแล้ว และสิวอักเสบที่ยังแอคทีฟอยู่ รวมทั้งสิวอักเสบที่ถูกกดถูกบีบโดยฝีมือผู้เป็น แผลเป็นที่เกิดขึ้นคือเซลล์ที่ถูกทำลายหรือเซลล์ที่ตายแล้วนั่นเอง ทำให้เกิดรอยดำหรือรอยแดงตามผิวหนังขึ้น ซึ่งกว่าจะขัดเซลล์ใหม่ได้ต้องใช้เวลานาน แน่นอนว่าแผลเป็นที่เกิดขึ้นจากสิวอักเสบสร้างปัญหาทำให้ใบหน้าหรือผิวหนังไม่สวยงามน่ารังเกียจ ในบางรายแผลเป็นจากสิวอักเสบมีมากจนอาจทำให้เครียดและกลุ้มใจได้ ส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตให้เสื่อมได้

 

  วิธีการรักษาสิวอักเสบไม่ให้เกิดแผลเป็น / เทคนิคการรักษาสิวอักเสบไม่ให้เกิดแผลเป็น

การอักเสบของสิวอักเสบใช้เวลาช้าหรือเร็วแตกต่างกันไปในแต่ละครั้ง ในบางครั้งแค่ข้ามคืนสิวอักเสบก็กลายเป็นหนองแล้ว กรณีนี้เซลล์ผิวหนังถูกทำลาย 100% ไม่สามารถช่วยเหลือได้ทันการณ์ แต่ถ้าสิวอักเสบที่เกิดขึ้นนั้น เป็นสิวอักเสบนูนแดงไม่มีหนอง ไม่มีหัวและเพิ่งเกิดขึ้นในวันแรก กรณีเช่นนี้สามารถยับยั้งการเกิดแผลเป็นได้ โดยต้องจัดการรักษาสิวอักเสบที่เกิดขึ้นให้หายเร็วที่สุด ซึ่งเซลล์จะไม่ถูกทำลายทั้งหมด ดังนั้น เซลล์บริเวณที่เกิดสิวอักเสบก็จะไม่มีแผลเป็นเกิดขึ้นตามมา

   สิ่งสำคัญที่ควรปฏิบัติเมื่อเกิดสิวอักเสบทุกครั้ง

1. ห้ามกดหรือบีบสิวอักเสบที่เกิดขึ้น

2. ไม่ควรรบกวนบริเวณที่เกิดสิวอักเสบบ่อยๆ

3. ดูแลในเรื่องความสะอาด

4. พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรเครียดหรือกังวลใจใดๆ

5. งดปัจจัยใดๆก็ตามที่จะก่อให้เกิดหรือสร้างปัญหาให้มากขึ้น

เป็นสิวอักเสบบ่อยๆจะเกิดขึ้นกับใครบ้าง ?

ทั้งหญิงและชาย ตั้งแต่วัยเจริญพันธุ์ขึ้นไปจนถึงวัยทอง ( อายุ 12 - 45 ปี ) ซึ่งแต่ละบุคคลช่วงเป็นสิวอักเสบจะแตกต่างกันออกไปตามสรีระตามช่วงอายุของแต่ละบุคคล สิวอักเสบมักเกิดขึ้นในเพศชายมากกว่าเพศหญิง ช่วงวัยรุ่นที่การเปลี่ยนภาวะฮอร์โมนอย่างรุนแรง การเกิดสิวอักเสบและการอักเสบจะรุนแรงมากกว่าช่วงวัยทอง เมื่อเข้าสู่วัยทองภาวะการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนน้อยลงหรือลดลง การเกิดสิวอักเสบก็จะน้อยลงหรือลดลง

เมื่อเกิดสิวอักเสบแล้วต้องทำอย่างไร ?

แน่นอนว่าถ้าสิวอักเสบเกิดขึ้นกับใคร ก็ต้องดูแลและรักษาอย่างถูกวิธีจึงจะทำให้สิวหายหรือลดลงได้ และถึงแม้รักษาจนสิวอักเสบหายสนิทแล้ว ก็ไม่ควรประมาท เพราะสิวอักเสบสามารถเกิดขึ้นรอบใหม่ได้ทุกเมื่อ ตราบใดที่ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดสิวอักเสบขึ้นตลอดเวลาก็ไม่ควรประมาท ควรทำการระวังและป้องกันอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะหมดปัจจัยเสี่ยงหรือปัจจัยเสี่ยงน้อยลง จนสิวอักเสบไม่สามารถเกิดขึ้นมาใหม่ได้ 

ความรู้เกี่ยวกับสิวอักเสบ

สิวอักเสบ คือ สิวที่มีลักษณะนูนแดง อาจจะมีหัวหรือไม่มีหัวก็ได้ สิวอักเสบจะเกิดตามจุดอ่อนต่างๆ โดยเฉพาะจุดที่มีต่อมไขมันจำนวนมาก อาจก่อให้เกิดอาการเจ็บได้ในบางครั้ง สิวอักเสบมีตั้งแต่อักเสบขนาดเล็กไปจนถึงเป็นตุ่มอักเสบขนาดใหญ่ ที่เรียกกันว่า " สิวหัวช้างหรือสิวเม็ดใหญ่ " สร้างความทุกข์ทรมานให้กับผู้ที่เป็นสิวอักเสบได้

   การเกิดสิวอักเสบ

สิวอักเสบส่วนมากเกิดจากปฏิกิริยาของแบคทีเรียในบรรยายกาศกับไขมันที่อุดตันภายในเซลล์ชั้นนอก จุดที่มีต่อมไขมันมาก มีโอกาสเกิดสิวอักเสบบ่อย เช่น บริเวณแก้ม หน้าผาก คาง แผ่นหลัง เป็นต้น

        

     เชื้อแบคทีเรีย + ไขมันที่ร่างกายขจัดออกมาทางรูขุมขน + ภาวะที่เหมาะสม => สิวอักเสบ ( รวมถึงสิวหนองและสิวหัวช้าง )

   การบริหารจัดการเรื่องสิวอักเสบอย่างมืออาชีพมี 2 ขั้นตอนดังนี้

1. จัดการเรื่องสิวอักเสบให้หายหรือยุบไป โดยไม่ให้เกิดผลกระทบต่อร่างกาย

2.  ทำการป้องกันการเกิดสิวอักเสบที่จะกลับคืนมาใหม่ ซึ่งสิวอักเสบส่วนมากจะมาจากภาวะภายในร่างกายหรือปจจัยจากภายในร่างกาย โดยเฉพาะฮอร์โมนในร่างกาย ตราบใดที่ฮอร์โมนกำลังเจริญเติบโตดี สิวก็จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ ไปจนกว่าภาวะฮอร์โมนในร่างกายจะลดลงเมื่ออายุเข้าสู่วัยทองขึ้นไป จนถึงอายุ 60 ปี สิวอักเสบก็จะหมดไป

การแก้ปัญหาสิวอักเสบอย่างเป็นระบบ

การดูแลและรักษาสิวอักเสบ

1. การดูแลสิวอักเสบ

เนื่องจากสิวอักเสบส่วนใหญ่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ โดยมาจากปัจจัยหลักๆคือ ปัจจัยจากภายในร่างกายของเรา โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงภาวะของฮอร์โมนในร่างกาย และปัจจัยภายนอก เช่น มลพิษต่างๆ แบคทีเรีย สารเคมี เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการอักเสบของสิว ดังนั้นในการดูแลเรื่องสิวอักเสบจึงมุ่งไปที่การกำจัดปัจจัยที่ก่อให้เกิดสิวอักเสบขึ้น เพื่อเป็นการลดการเกิดสิวอักเสบและช่วยป้องกันการเกิดสิวอักเสบขึ้นในระดับหนึ่ง

1.1 การรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ การพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่กังวลและเครียด ไม่รับประทานอาหารที่มีปริมาณไขมันสูง งดอาหารประเภทรสจัดๆ

2.2 การดูแลในเรื่องความสะอาดของผิวหนัง อย่าให้ผิวหนังสกปรกบ่อยๆหรือผิวหนังมันจนเกินไป หลีกเลี่ยงฝุ่นละอองหรือแหล่งสกปรก

เมื่อเป็นสิวอักเสบควรปฏิบัติหรือทำอย่างไร?

1. ห้ามกดหรือบีบสิวอักเสบที่เกิดขึ้น

2. ทำความสะอาดบริเวณที่เป็นสิวอักเสบด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อนๆ

3. ไม่ควรไปรบกวนบริเวณที่เป็นสิวอักเสบ เช่น คุ้ย แคะ แกะ นวด เค้น ลูบคลำ เป็นต้น

4. กรณีที่เกิดการอักเสบมาก ผิวมันมาก อาจใช้น้ำอุ่นผสมเกลืองแกง( เกลือที่ใช้รับประทานทั่วไป )ลงไปเล็กน้อยนำไปทำความสะอาดบริเวณที่เกิดสิวอักเสบเช้า-เย็น จะช่วยลดการอักเสบลงได้ในระดับหนึ่ง

2. การรักษาสิวอักเสบ

มีปัจจัยหลายอย่างที่เป็นสิ่งกระตุ้นสิวอักเสบ ส่งผลทำให้สิวอักเสบเห่อมากขึ้นและเพิ่มจำนวนขึ้น ผู้ที่มีปัญหาเป็นสิวอักเสบบ่อยๆ ไม่ควรทำสิ่งที่เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการกระตุ้นสิวอักเสบมีดังต่อไปนี้

1. สารเคมี  โดยเฉพาะสารเคมีที่มีฤทธิ์เป็นกรดหรือเป็นด่างสูง เช่น เครื่องสำอางบางชนิด สบู่ที่มีฤทธิ์เป็นกรดหรือด่างสูง ที่มีส่วนผสมของโซดาไฟ ซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้นสิวที่อักเสบได้ดี แชมพูที่มีภาวะกรดสูง

2. การรบกวนผิวหนังบ่อยๆบริเวณที่เป็นสิวอักเสบ เช่น การนวดหน้า การกด การบีบ จะส่งผลทำให้สิวอักเสบเห่อขึ้นมากกว่าปกติ โดยเฉพาะกับผู้ที่มีปัญหาต่อมไขมันอักเสบง่าย

3. การขัดผิวหน้าบ่อยๆ เป็นการรบกวนต่อมไขมัน กระตุ้นให้ต่อมไขมันอักเสบได้ง่ายขึ้น

4. การอบไอร้อน สำหรับผู้ที่เป็นสิวอักเสบอยู่เดิมแล้ว ควรหลีกเลี่ยง

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนส่งเสริมทำให้เกิดปัญหาต่อสิวอักเสบโดยตรง ดังนั้นผู้ที่มีปัญหาเป็นสิวอักเสบอยู่แล้วควรหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น เพราะจะมีผลโดยตรงต่อปัญหาสิวอักเสบที่เป็นอยู่

แต่ละคนอาจมีวิธีรักษาสิวอักเสบที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความรู้พื้นฐานหรือสิ่งที่ได้สดับรับฟังต่อๆกันมา แต่โดยรวมแล้วการรักษาสิวอักเสบจะอยู่ในขอบเขต 2 ปัจจัยหลัก คือ การจัดการกับปัจจัยจากภายในและปัจจัยจากภายนอก วิธีจัดการกับปัจจัยเหล่านี้ทำได้ดังนี้

2.1 พบแพทย์ผิวหนัง

2.2 ใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิวอักเสบที่มีประสทธิภาพในการกำจัดสิวอักเสบได้จริงๆ ต้องเห็นผลชัดเจนเท่านั้น

 ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดสิวหรือที่มาของการเกิดสิว สรุปได้ดังนี้

1. ปัจจัยภายใน

1.1  ฮอร์โมนเพศ โดยเฉพาะฮอร์โมนแอนโดรเจน  ผู้ที่เป็นสิวมากกว่า 90% มีสาเหตุมาจากฮอร์โมน

1.2  ความเครียด

1.3  โรคภัยไข้เจ็บบางประเภท

1.4  พักผ่อนไม่เพียงพอ มีผลทำให้ต่อมไขมันทำงานหนักมากขึ้น

2. ปัจจัยภายนอก

2.1 เชื้อแบคทีเรีย ซึ่งมีกระจายอยู่ทั่วไปในทุกตารางนิ้ว โดยเฉพาะสิวอักเสบส่วนใหญ่มาจากเชื้อแบคทีเรียทั้งสิ้น

2.2 สารเคมี อาจทำให้เกิดสิวได้ในบางกรณี เมื่อสัมผัสกับสารเคมีนั้นๆ

2.3 สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะมลพิษจากสิ่งแวดล้อม ทั้งสภาวะอากาศ น้ำ เป็นต้น

ปัญหาเรื่องสิว จะเป็นๆหายๆ หรือเป็นสิวอย่างต่อเนื่อง(ตามสภาวะฮอร์โมนของแต่ละคน)

 สิวจะหมดไปเมื่อใด?

สิวจะหมดไปเมื่ออายุยิ่งเข้าหลักสี่ไปแล้ว และจะหมดสิ้นเมื่ออายุ 55 ปีขึ้นไป

 ในวัยรุ่นสิวจะเกิดขึ้นแล้ว และขึ้นอีกตามการเจริญเติบโตของร่างกายและพัฒนาการของฮอร์โมนเพศ 

  ที่มาและสาเหตุของการเป็นสิว

สิวส่วนใหญ่เกิดจากภาวะการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย สิวจะเริ่มแสดงบทบาทเมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์หรือวัยรุ่น เมื่ออายุมากขึ้นประมาณ 40 ปีขึ้นไป บทบาทของสิวจะลดลงตามปริมาณของฮอร์โมนในร่างกายที่ลดลงตามวัย ฮอร์โมนที่สำคัญที่มีบทบาทต่อสิวคือ ฮอร์โมนแอนโดรเจน ผู้ที่มีปริมาณฮอร์โมนประเภทนี้ในร่างกายมาก มีโอกาสเกิดสิวมากขึ้น ฮอร์โมนชนิดนี้มีทั้งในเพศชายและเพศหญิง แต่เพศชายจะมีมากกว่า เพราะโดยพื้นฐานแล้วเป็นฮอร์โมนเพศชาย ช่วงวัยเจริญพันธุ์หรือวัยรุ่น ฮอร์โมนนี้จะแสดงผลมากที่สุด และจะลดลงตามวัยที่มากขึ้น

  แนวทางในการบริหารและจัดการกับสิว

1. การจัดการรักษาสิวให้หาย เนื่องจากสิวสามารถรักษาให้หายได้ แต่ก็สามารถกลับมาเป็นสิวใหม่ได้อีกทุกเมื่อ ดังนั้นเมื่อรักษาสิวให้หายเป็นปกติหรือดีขึ้นแล้ว สิ่งที่ต้องทำในขั้นต่อไป

2. การป้องกันไม่ให้สิวกลับมาเป็นอีก ซึ่งผู้ที่เป็นสิวส่วนมากจะมองแต่ในเรื่องของการรักษาสิวให้หายขาด สิวอาจไม่สามารถหายขาดได้ ตราบใดที่ฮอร์โมนแอนโดรเจนยังมีมากและแสดงผลอยู่ในร่างกาย ภาวะฮอร์โมนจะลดลงเรื่อยๆตามอายุที่มากขึ้น ภาวะการเป็นก็จะลดลงตามไปด้วย ดังนั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการป้องกันการเกิดสิวบ่อยๆเมื่อทำการรักษาหายแล้ว และการป้องกันควรกระทำอย่างต่อเนื่อง เพราะปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดสิวขึ้นมีตลอดเวลา

   แนวทางในการป้องกันการเกิดสิว

เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดใดได้ผลดีแล้ว ควรใช้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นช่องทางป้องกันการเกิดสิวขึ้นมาใหม่ ส่วนแนวทางอื่นก็ควรปฏิบัติควบคู่กันไป

วิธีป้องกันและรักษาสิว

วิธีป้องกันง่ายๆ คือ การกำจัดปัจจัยที่ก่อให้เกิดสิว ไม่ให้เกิดขึ้นหรือเกิดน้อยที่สุด ดังนี้

# การพักผ่อนอย่างเพียงพอ นอนหลับให้เพียงพอ - การนอนหลับไม่เพียงพอ อาจเป็นสาเหตุให้เกิดสิวได้เช่นกัน เนื่องจากร่างกายเราอ่อนแอภูมิต้านทานลดลง

# ลดความเครียด สร้างอารมณ์ขำขัน ทำให้เรามีความสุข ปราศจากความเครียด ซึ่งความเครียดเป็นสาเหตุของสิว

# กินอาหารจำพวกผักสีเขียว - การที่เรากินอาหารจำพวกผัก จะทำให้เราสามารถล้างพิษออกจากร่างกายได้ และยังมีวิตามินต่างๆ ซึ่งยังช่วยทำให้เราร่างกายแข็งแรงอีกด้วย ลดไขมันไปในตัว 

# ละเว้นการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงหรือกินอาการที่มีไขมันสูงแต่พอดี - หากรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงมากๆ เข้าไป จะทำให้มีไขมันสะสมอยู่ในร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุอีกประการของการเกิดสิว

# ล้างหน้าให้สะอาด - การล้างหน้าให้สะอาดทำให้ใบหน้าของเราไม่สกปรก เป็นอีกหนึ่งวิธีป้องกัน แต่ควรระวัง ไม่ควรล้างหน้าบ่อย เพราะจะทำให้หน้าของเราเสียสมดุล การล้างหน้า ควรล้างเพียง 2 ครั้ง เช้าเย็น ยกเว้น ช่วงที่เสร็จจากกีฬา, ออกกำลังกาย หรือ ช่วงที่คิดว่าหน้าเราสกปรกมากจริง ๆ สามารถล้างหน้าได้ตามต้องการ

# ใช้กระดาษซับหน้ามัน - หากหน้าเรามันมากๆ ลองเปลี่ยนมาใช้กระดาษซับหน้ามันแทน เป็นวิธีช่วยอีกทางหนึ่ง ควรซับแต่พอดี ไม่ควรซับทั้งวันจะดูไม่ดีและเสียนิสัย

# หลีกเลี่ยงการจับหัวสิว หรือบีบสิว แกะสิว ยุ่งกับเซลล์ผิวให้น้อยที่สุด - เพราะฝ่ามือของเรามีทั้งความสกปรก และ แบคทีเรีย ซึ่งเป็นตัวก่อให้เกิดสิว

# ใช้หลังฝ่ามือลูบแทน - หลังฝ่ามือเป็นบริเวณที่เราไม่ยุ่งเกี่ยวมากที่สุด จึงเป็นบริเวณที่ค่อนข้างสะอาด ดังนั้นแล้วการใช้หลังฝ่ามือลูบคลำเล็ก ๆ น้อยๆ ถือว่าไม่ทำให้สกปรกมากนัก แต่เราควรล้างมือให้สะอาดอย่างสม่ำเสมอ

# ใช้ยากำจัดหัวสิว - ปัจจุบันมีอยู่ทั่วไปตามร้านขายยาแผนปัจจุบัน

# ใช้ยาที่มีส่วนผสมของวิตามินเอ - วิตามินเอมีสรรพคุณรักษาสิวอยู่ด้วย ซึ่งมียาทาใบหน้าที่มีส่วนผสมของวิตามิน A  สามารถสอบถามตามร้านขายยาทั่วไป

# ใช้ยาอย่างจริงจัง - การใช้ยาที่มีฤทธิ์แรงกว่าเดิม โดยเน้นไปที่ยาประเภท เบนซอยล์เปอร์ออกไซด์ (Benzoyl Peroxide) หรือประเภทที่มีกรดซาลิไซลิค (Salicylic Acid) ที่มีเปอร์เซ็นต์ต่ำ ข้อควรระวัง ควรเริ่มใช้จากเปอร์เซ็นต์ต่ำๆ ไม่ควรใช้เปอร์เซ็นต์สูงๆ จะทำให้ผิวเราแพ้ และอาจเกิดอาการแพ้ยา

# ใช้ยาฉีดแบบเฉียบพลัน - แพทย์สามารถฉีดโคติโซน ที่เม็ดสิวเพื่อให้สิวยุบภายในไม่กี่ชั่วโมง

# ปรึกษาแพทย์ - หากใช้วิธีต่างๆ ไม่ได้ผล แนะนำว่าควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเป็นการดีที่สุด เนื่องจากสิวอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ หรือ ฮอร์โมน ซึ่งการปรึกษาแพทย์จึงเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ควรทำ ซึ่งปัจจุบัน ยังมีคลินิกรักษาหน้าเปิดอยู่ทั่วไป 

ปัจจัยและกิจวัตรประจำวันที่อาจทำให้เกิดสิว
1. อายุ / กรรมพันธุ์ สิวจะพบมากในวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาว เนื่องจากฮอร์โมนเพศชายที่เพิ่มระดับมากขึ้นในช่วงวัยรุ่นนี้จะไปกระตุ้นการทำงานและเพิ่มขนาดของต่อมไขมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่มีประวัติการเป็นสิวรุนแรงในหมู่พี่น้องหรือพ่อแม่ จะพบได้ว่าผู้ป่วยเหล่านี้จะมีสิวตั้งแต่อายุค่อนข้างน้อยและการรักษาจะยากกว่าผู้ป่วยที่ไม่มีประวัติในครอบครัว

2. เครื่องสำอางบางอย่าง เช่น ครีมบำรุงผิว เครื่องแต่งหน้า สบู่บางอย่าง น้ำมันแต่งผม จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโคมิโดน ซึ่งจะไปอุดตันรูขุมขน

3. การระคายเคือง เช่นการเสียดสี ขัดหน้า นวดหน้า หรือแม้แต่การล้างหน้าบ่อยๆ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดสิวได้

4. อารมณ์เครียด ความกังวล รวมไปถึงการพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้สิวเป็นมากขึ้นได้

5. อาหารบางชนิด อาจมีสารกระตุ้น เช่น ผู้ป่วยบางรายจะสังเกตพบว่าสิวเห่อมากจากการรับประทานอาหารบางประเภท เช่น ถั่ว ของหวาน ของมันๆ ช็อกโกแลต หรืออาหารทะเล แต่ก็ไม่มีรายงานทางการแพทย์ว่าอาหารเหล่านี้เป็นสาเหตุของการเกิดสิวในคนทั่วไป

6. ยาบางประเภท เช่น ยาสเตียรอยด์ ยาฮอร์โมน ยากันชัก ยารักษาวัณโรคบางชนิด เป็นต้น

7. การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเพศในร่างกายอาจเป็นสาเหตุให้เกิดการเห่อของสิวได้ เช่นที่อาจจะพบได้ในผู้หญิงช่วงที่มีประจำเดือน หรือช่วงตั้งครรภ์

8. โรคของระบบต่อมไร้ท่อบางชนิด หรือการมีโรคของถุงน้ำในรังไข่ ซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้มักจะมีผิวหน้ามัน ขนดกและความผิดปกติของประจำเดือนร่วมด้วย

วิธีปฎิบัติตนไม่ให้เกิดสิว
1. หลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดสิว เช่น เครื่องสำอาง หรือครีมกันแดดที่เพิ่มความมันบนใบหน้า การนวดและการขัดหน้า
2. การทำความสะอาดผิวหน้า ควรล้างหน้าด้วยน้ำยาล้างหน้าหรือคลีนเซอร์อย่างอ่อน (gentle cleanser) ที่ไม่มีฟอง เพียงวันละ 2-3 ครั้งเท่านั้น (ขึ้นกับความมันของผิวหน้า) ไม่ควรฟอกสบู่บ่อยเกินไป เพราะความเป็นด่างของสบู่จะระคายผิว และก่อให้เกิดสิวขึ้นได้
3. หากมีความจำเป็นต้องใช้เครื่องสำอาง หรือโลชั่น ควรเลือกใช้เครื่องสำอางที่ปราศจากน้ำมัน (oil free) หรือโลชั่นที่ระบุว่าไม่ก่อให้เกิดสิว (non-acnegenic) และไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน (non-comedongenic)
4. อย่าใช้มือที่ไม่สะอาดสัมผัสใบหน้า
5. อย่าบีบ หรือแกะหัวสิวให้แตก เพราะจะทำให้อักเสบมากขึ้น หายช้าลง หรือทำให้เกิดแผลเป็นได้
6. ควรสระผมบ่อยๆ อย่าปล่อยให้ผมมันและลงมาปรกตามใบหน้า พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันใส่ผมหรือโฟมแต่งผม
7. พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้แจ่มใส ไม่เครียดหรือวิตกกังวลเกินไป
8. ในกรณีที่เป็นสิวหัวหนองขนาดใหญ่หลายๆเม็ด หรือมีอาการอักเสบมาก ควรพบแพทย์ เพราะจะได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง จะได้ไม่เกิดแผลเป็นจากสิว
 

     

สิวอักเสบหรือการอักเสบของสิว เกิดขึ้นจาก 2 กรณี ดังนี้

1. กรณีสิวอักเสบหรือสิวที่อักเสบเกิดจากการบีบ การกด การกระแทกจากภายนอกเซลล์ผิวหนัง กรณีนี้เซลล์จะทำการรักษาให้ผิวสนิทเอง แต่อาจจะทิ้งร่องรอยแผลเป็นให้เห็น เนื่องจากเซลล์ที่ถูกกดทับ อาจทำให้เซลล์ตายได้

2. กรณีที่การอักเสบของสิวนั้น หรือสิวอักเสบนั้นเกิดจากภาวะการติดเชื้อ ทำให้เกิดการอักเสบขึ้น จึงเรียกกันว่า สิวอักเสบ  การเกิดสิวอักเสบ ส่วนใหญ่จะมาจากภาวะฮอร์โมนในร่างกาย ทำให้ต่อมไขมันทำงานหนักหลั่งไขมันออกมาผ่านทางเซลล์รูขุมขนส่วนต่างๆของร่างกาย ไขมันเหล่านี้เป็นอาหารชั้นดีของแบคทีเรีย ซึ่งมีกระจายทั่วไปในทุกอณู ปฏิกิริยาการย่อยสลายระหว่างแบคทีเรียกับไขมัน ทำให้เกิดของเสียขึ้นภายในเซลล์ และของเสียที่ว่านี้ก็คือ สารพิษ ( Toxic )ที่แบคทีเรียหลั่งสารชนิดนี้ออกมานั่นเอง เมื่อสะสมในเซลล์จึงมีผลทำให้เซลล์อักเสบขึ้น พูดง่ายคือเซลล์ได้รับสารพิษจากแบคทีเรีย ซึ่งแบคทีเรียที่ว่านี้เขาเรียกทั่วๆไปว่า P. Acne นั่นเอง เป็นเชื้อที่หลั่งสารพิษออกมาเมื่อมีการย่อยสลายไมเลกุลของไขมัน นี่คือที่มาของการอักเสบของเซลล์หรือภาวะสิวอักเสบนั่นเอง แม้กระทั่งสารเคมีหรือโมเลกุลของสารจากเครื่องสำอางเข้าไปอุดตันเซลล์ผิวหนัง อาจก่อให้เกิดการอักเสบและพัฒนาการกลายเป็นหนองได้ ซึ่งก็เกิดปฏิกิริรยาการย่อยสลายของแบคทีเรียนั่นเอง ดังนั้น ถ้ากำจัดเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ได้ ก็เท่ากับการกำจัดการอักเสบหรือสิวอักเสบได้นั่นเอง ซึ่งไม่ได้ลึกลับซับซ้อนใดๆ สามารถอธิบายได้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

วิธีป้องกันสิวอักเสบเบื้องต้น

1. ล้างหน้าด้วยสบู่เหลวอ่อนๆ
2. ถ้าผิวหน้ามันมาก ก็ให้ใช้กระดาษซับไขมันออก 
3. หลีกเลี่ยงการใช้เครื่งสำอางที่แรงเกินไป ควรใช้ครีมอ่อนๆ 
4. หลีกเลี่ยงที่อับชื้นและที่มีมลพิษมากๆ
5. ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีใดๆก่อนเข้านอน
6. เวลาที่ล้างหน้าไม่ควรถูแรงๆ เพราะอาจทำให้สิวเกิดการอักเสบได้
7. อย่าปล่อยให้ผิวหน้าสกปรกเป็นเวลานานๆ
8. อย่าใช้ผ้าเช็ดหน้ากดทับบริเวณที่สิวอักเสบ
9. อย่าใช้มือแกะเกาบริเวณที่เป็นสิว เพราะจะทำให้เกิดการอักเสบขึ้นได้ 
10. พักผ่อนให้เพียงพอ อย่าเครียด หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ
11. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณไขมันมากๆ

 

    

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า สิวอักเสบ สิวหนอง สิวเม็ดใหญ่หรือสิวหัวช้าง เมื่อทำการรักษาให้หายปกติดีแล้ว สามารถกลับมาเป็นอีกได้ เหตุเพราะสิวอักเสบเหล่านี้ ส่วนใหญ่มาจากภาวะฮอร์โมนโดยตรงในร่างกายของเรา และจะเป็นสิวอักเสบมากในช่วงวัยเจริญพันธุ์หรือวัยรุ่น เมื่ออายุเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆภาวะฮอร์โมนก็จะลดลงตามไปด้วย เมื่อเข้าสู่วัยทองหรือมากกว่า 50 ปีขึ้นไป สิวเหล่านี้ก็จะไม่กลับมาอีก เหตุเพราะภาวะฮอร์โมนมีไม่มากพอที่จะกระตุ้นให้เกิดวงจรสิวอักเสบขึ้นได้ นี่คือความเป็นจริงของปรากฎการณ์สิวอักเสบโดยทั่วไป ในบางกรณีแม้จะอยู่ในวัยทองก็ยังคงปรากฎสิวอักเสบขึ้นอยู่ประปราย ซึ่งก็เป็นไปได้ แล้วแต่ความสมบูรณ์ของร่างกายแต่ละบุคคล เมื่อรู้ถึงความเป็นจริงของสิวอักเสบอย่างนี้แล้ว เราจะทำอย่างไร?
    ประการแรก ต้องทำการรักษาสิวอักเสบ สิวหัวหนองหรือสิวหนอง สิวเม็ดใหญ่หรือสิวหัวช้าง ซึ่งบรรดาสิวทั้งหลายเหล่านี้ก็คือเป็นสิวประเภทอักเสบด้วยกันทั้งหมด เพียงแต่เราจำแนกตามลักษณะของมันเท่านั้น ถ้าอักเสบแล้วมีหนองปรากฎที่หัวสิวก็เรียกสิวหนองหรือสิวหัวหนอง ถ้าเป็นหนักๆอักเสบเม็ดใหญ่ก็จะเรียกสิวเม็ดใหญ่หรือสิวหัวช้างไปตามลักษณะ โดยสิวเหล่านี้ส่วนมากเกิดจากการอักเสบที่ติดเชื้อ อาจทำให้เกิดการเรื้อรังเป็นเวลานานๆติดต่อกัน ดังนั้นการรักษาที่สาเหตุของการเกิดสิวประเภทนี้จะตรงจุด เมื่อทำการรักษาให้หายปกติแล้วจะทำอย่างไรอีกต่อไป?

  เมื่อสิวอักเสบรักษาจนหายปกติแล้ว จะยังไม่หยุดอยู่เพียงแค่การหายเท่านั้น เพราะอย่างที่กล่าวมาแล้วว่า สิวอักเสบเหล่านี้สามารถย้อนกลับมาเป็นใหม่ได้ทุกเมื่อ เหตุเพราะปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวเหล่านี้ยังไม่หมดไป ซึ่งก็คือภาวะฮอร์โมนในร่างกายของเรานั่นเอง ซึ่งไม่สามารถกำจัดได้ เพราะจะเป็นผลเสียหายกับความสมดุลของร่างกายโดยตรง ดังนั้นเมื่อเป็นสิวอักเสบที ก็ต้องรักษาเป็นครั้งๆไป จึงเป็นที่มาของการป้องกันสิวอักเสบ หลังจากที่การรักษาหายปกติดีแล้ว

  แนวทางในการป้องกันสิวอักเสบ สิวหนอง สิวหัวช้างหรือสิวเม็ดใหญ่ไม่ให้เกิดหรือเกิดได้น้อยที่สุด

ด้วยการตัดวงจรสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวอักเสบขึ้น ถึงเราจะแก้ไขที่ต้นทางไม่ได้ แต่สามารถแก้ไขปัจจัยหรือตัวสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวอักเสบขึ้นได้ เป็นที่รู้กันอยู้แล้วว่า สิวอักเสบส่วนใหญ่เกิดจากปฏิกิริยาของแบคทีเรีย ( P. Acne )ที่หลั่งสารพิษภายในเซลล์ผิวหนังของเรา มีผลทำให้เกิดการอักเสบขึ้น

วิธีปฎิบัติตนไม่ให้เกิดสิวหรือลดการเกิดสิว
1. หลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดสิว เช่น เครื่องสำอาง หรือครีมกันแดดที่เพิ่มความมันบนใบหน้า การนวดและการขัดหน้า
2. การทำความสะอาดผิวหน้า ควรล้างหน้าด้วยน้ำยาล้างหน้าหรือคลีนเซอร์อย่างอ่อน (gentle cleanser) ที่ไม่มีฟอง เพียงวันละ 2-3 ครั้งเท่านั้น (ขึ้นกับความมันของผิวหน้า) ไม่ควรฟอกสบู่บ่อยเกินไป เพราะความเป็นด่างของสบู่จะระคายผิว และก่อให้เกิดสิวขึ้นได้
3. หากมีความจำเป็นต้องใช้เครื่องสำอาง หรือโลชั่น ควรเลือกใช้เครื่องสำอางที่ปราศจากน้ำมัน (oil free) หรือโลชั่นที่ระบุว่าไม่ก่อให้เกิดสิว (non-acnegenic) และไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน (non-comedongenic)
4. อย่าใช้มือที่ไม่สะอาดสัมผัสใบหน้า
5. อย่าบีบ หรือแกะหัวสิวให้แตก เพราะจะทำให้อักเสบมากขึ้น หายช้าลง หรือทำให้เกิดแผลเป็นได้
6. ควรสระผมบ่อยๆ อย่าปล่อยให้ผมมันและลงมาปรกตามใบหน้า พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันใส่ผมหรือโฟมแต่งผม
7. พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้แจ่มใส ไม่เครียดหรือวิตกกังวลเกินไป
8. ในกรณีที่เป็นสิวหัวหนองขนาดใหญ่หลายๆเม็ด หรือมีอาการอักเสบมาก ควรพบแพทย์ เพราะจะได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง จะได้ไม่เกิดแผลเป็นจากสิว

ใครไม่มีสิวเป็นลาภอันประเสริฐ สิวเป็นเรื่องธรรมชาติ เพราะสิวส่วนใหญ่มาจากปัจจัยภายในร่างกายหรือธรรมชาติของร่างกายแต่ละคน ที่มีฮอร์โมนมากน้อยแตกต่างกันออกไป แต่จะทำอย่างไรจึงจะไม่ให้สิวเกิดหรือป้องกันสิวเกิดได้ ดูคำแนะนำดังต่อไปนี้

1. รักษาความสะอาด ควรล้างหน้าอย่างน้อยวันละ 2-3 ครั้ง เพื่อลดความมัน

2. หลังทำกิจกรรม ที่มีเหงื่อออกมาก ควรล้างหน้าทุกครั้ง เพื่อชำระล้างสิ่งสกปรก ความมัน และแบคทีเรียบนใบหน้า

3. ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า ที่มีสามารถขจัดแบคทีเรีย อันเป็นสาเหตุของการเกิดสิว หรือที่มีส่วนผสม ของสารสกัดจากพืชธรรมชาติ ที่เหมาะกับสภาพผิว

4. ระหว่างที่เป็นสิว ควรงดใช้ผลิตภัณฑ์ใส่ผม หรือเครื่องสำอางที่มีความเหนียวเหนอะหนะ  เพราะสารในผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะตกค้างอยู่แถวๆตีนผม ซึ่งจะทำให้เกิด การระคายเคืองและเป็นสิวขึ้นได้

5. ห้ามบีบหรือแกะสิวเป็นอันขาด เพราะจะทำให้เกิดรอยแผลเป็นที่รักษาได้ยาก

6. ควรรักษาสุขภาพ โดยทั่วไปให้ดีอยู่เสมอ  เช่น รับประทานผัก ผลไม้ น้ำผลไม้ และน้ำสะอาด ให้มากๆ

7. พยายามอย่าเครียดหรือนอนดึก พักผ่อนให้เพียงพอ การเครียดมากๆจะทำให้ต่อมไขมันทำงานหนัก

การรักษารอยแผลเป็นและหลุมสิว

                           

ร่องรอยแผลเป็นจากการเป็นสิว โดยเฉพาะสิวอักเสบ เมื่อสิวอักเสบยุบตัวลงแล้วมักจะทิ้งร่องรอยแผลเป็น หลุมสิวและรอบปรุไว้ที่ใบหน้า ทำให้ใบหน้าไม่เรียบ เป็นหลุมกระจายทั่ว ในการดูแลและรักษาหลุมสิวหรือรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิวอักเสบ อันดับแรกเลยถ้าเกิดจากสิวจะต้องรักษาสิวให้หายก่อน  ส่วนการรักษาหน้าปรุ เป็นหลุม มีหลายวิธีด้วยกัน
   
วิธีแรก คือ การใช้เข็มเข้าไปเขี่ยที่ก้นหลุมแผลเป็นเพื่อสลายพังผืดและกระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจนขึ้นมา
   
วิธีที่สอง คือ การฉีดฟิลเลอร์ หรือสารเติมเต็มลงไปในหลุมอันนั้น แต่จะอยู่ได้เพียง 6 เดือนและต้องทำซ้ำ
   
วิธีที่สาม คือ การกรอหน้า เดิมเคยใช้แปรงลวดหรือหัวขัดกรอหน้า แต่ปัจจุบันเครื่องมือเป็นเลเซอร์ยิงเพื่อปาดผิวหนังให้เรียบเสมอกัน เป็นวิธีที่นิยมทำกันอยู่ในปัจจุบัน  โดยการรักษาต้องทำประมาณ  3-5 ครั้งขึ้นไปจนกระทั่งผิวหนังเรียบ สำหรับการรักษาด้วยเลเซอร์ คนไข้อาจจะรู้สึกเจ็บ ดังนั้นจะมีการทายาชาให้ก่อน  นอกจากนี้เลเซอร์อาจทำให้เกิดรอยดำได้ แต่จะเป็นอยู่ไม่นานก็หายไป
   
ถ้าหลุมสิวลึกมาก การรักษาด้วยเลเซอร์อาจจะได้ผลไม่ค่อยดี เพราะถ้ายิงเลเซอร์ลึกไปอาจทำให้เกิดแผลเป็นได้ ดังนั้นหมอผิวหนังอาจรักษาด้วยวิธีการอื่น  เช่น ใช้เครื่องมือพิเศษตัดแผลเป็นออกแล้วเย็บติดกัน แทนที่จะเห็นเป็นหลุมก็จะเห็นเป็นเส้นจาง ๆ
   
ต้องบอกก่อนว่า เวลาหน้าเป็นหลุมแล้วไม่ใช่ว่ารักษาด้วยเลเซอร์แล้วหลุมจะหายสนิทเป็นเนื้อเดียวกัน 100 เปอร์เซ็นต์  อาจแค่ทำให้หลุมสิวตื้นขึ้น  ทำให้ดูดีขึ้นกว่าเดิม พอหลุมสิวตื้นขึ้น คนไข้ก็ดูดีขึ้น ผู้หญิงก็สามารถแต่งหน้าได้สบายใจขึ้น
   
สรุปว่าการรักษาขึ้นอยู่กับความลึกของหลุมบนใบหน้า ถ้าหลุมตื้นการใช้เลเซอร์จะได้ผลดี แต่ถ้าหลุมลึก กว้าง ก็จะใช้วิธีผสมผสานหลายอย่างร่วมกัน เช่น กรอส่วนหนึ่ง หรือตัดเย็บแผลใหม่
   
สำหรับการป้องกันไม่ให้หน้าปรุ เป็นหลุมสิว คือ การรักษาสิวให้ถูกวิธี อย่าบีบ อย่าแกะเวลาเป็นสิว  รวมทั้งการกดสิวด้วยตัวเองก็ควรเลี่ยง เพราะมีโอกาสจะทำให้เกิดหลุมสิวได้ง่าย  โดยเฉพาะสิวอักเสบ จะมีโอกาสเกิดแผลเป็นและเป็นหลุมมาก ถ้าไม่ระวัง ไปบีบ ไปแกะ แทนที่หัวสิวจะแตกออกมาข้างนอก ก็แตกข้างใน ทำให้เกิดการระบม อักเสบมากขึ้น ส่วนสิวอุดตันปกติจะไม่ทำให้เกิดหลุม ยกเว้นคนไข้ไปบีบ หรือใช้อะไรไปกดโดยไม่ถูกวิธีจะทำให้เป็นหลุมลึก  คือ การจะเกิดหลุมสิวหรือไม่ขึ้นอยู่กับความลึก ถ้าการอักเสบไม่ลึก หลุมสิวก็จะมีลักษณะตื้นแก้ไขง่าย
   
 ในบางคนเป็นสิวหัวช้างหรือสิวเม็ดโตแถว ๆ คาง แนวขากรรไกร หรือจมูก แทนที่จะเกิดหลุมสิว กลับเป็นแผลนูนขึ้นมาได้เช่นกัน พวกนี้จะรักษาด้วยการฉีดสเตียรอยด์เข้าไป  แต่ถ้าเป็นมากการรักษาก็จะยากขึ้น
   
ดังนั้นไม่ว่าหน้าจะเป็นหลุมสิว หรือเป็นแผลนูนขึ้นก็ไม่ดีทั้งสิ้น ทางที่ดีที่สุด คือ ตอนเป็นสิวควรดูแลและรักษาให้ถูกต้อง

ถ้าไม่ต้องการให้เกิดแผลเป็นและร่องรอยใบหน้าปรุควรปฏิบัติตัวเพื่อลดปัญหาเหล่านี้ ต้องไม่กดสิวอักเสบหรือบีบสิวอักเสบ และต้องรักษาสิวอักเสบให้หายเร็วที่สุด อย่าให้เรื้อรัง เพราะถ้าเรื้อรังเป็นเวลานานๆจะทำให้เซลล์ผิวหน้าถูกทำลายมากขึ้น เกิดรอยแผลเป็น ใบหน้าปรุดังภาพข้างบน

มีลูกค้าหลายรายและจำนวนมากที่เป็นสิวเต็มใบหน้าหรือเป็นสิวอักเสบเต็มหน้า เครียดและกลุ้มใจมากๆสุดจะพรรณา หาทางออกและรักษาไม่ได้สักที ไปรักษามาแทบทุกแห่งก็ไม่ดีขึ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นเต็มไปหมด ปัญหานี้ในวัยรุ่นจะพบมากเป็นพิเศษ พ่อแม่ผู้ปกครองต้องพาไปรักษาตามสถานพยายบาลต่างๆรวมทั้งซื้อผลิตภัณฑ์ที่รักษาสิวอักเสบตามท้องตลาดมาใช้ก็ยังไม่ดีขึ้น สร้างความทุกข์ทรมานให้กับผู้ปกครองและผู้ที่เป็นสิวอักเสบโดยตรง ทุ่มเทไปกับการรักษา ทั้งเสียเงินจำนวนมากและเสียเวลา ที่แน่ๆคือเสียสุขภาพจิต ทั้งพ่อแม่และลูกต่างเครียดไปตามๆกัน หาทางออกไม่พบ หลายรายที่ยอมทุ่มทุนในการรักษาสิวอักเสบเจ้าปัญหานี้ไปเป็นจำนวนมาก ดีขึ้นบ้างเล็กน้อยหรือบางรายสูญเงินไปเปล่า

   สติมา  ปัญญาเกิด เป็นสิวอักเสบเต็มหน้าไม่ต้องเครียดไม่ต้องกลุ้มใจอีกต่อไป เพราะมันสามารถแก้ไขได้ง่ายกว่าที่คิด ไม่ต้องซึมเศร้าอีกต่อไป

การจัดการเรื่องสิวอักเสบ ไม่ใช่เรื่องลี้ลับหรือลึกลับซับซ้อนใดๆ ถ้าศึกษาและเรียนรู้แบบลึกจริงๆจะเข้าใจและมองเห็นวิธีแก้ไขได้ ทุกๆปัญหามีทางออกและวิธีการแก้ไขเสมอ การจัดการปัญหาใดๆ ซึ่งรวมทั้งการแก้ปัญหาสิวอักเสบด้วย จำเป็นต้องใช้ฐานความรู้เป็นตัวจับ ความรู้สามารถอธิบายเหตุและผลต่างๆได้ รวมทั้งหาวิธีการแก้ไขปัญหาได้โดยตรง

   เป็นสิวอักเสบไม่ต้องเครียด ไม่ต้องกลุ้มใจอีกต่อไป

ต่อให้เป็นสิวอักเสบวิกฤตเต็มใบหน้าเพียงใดก็แก้ไขได้ ก่อนอื่นต้องทำจิตใจให้สบาย ไม่ต้องฟุ้งซ่าน ไม่ต้องเครียดหรือกังวลใจใดๆทั้งสิ้น ขอให้รู้เพียงว่า มีทางออกให้และวิธีการแก้ไขที่ได้ผลจริงๆ จากผู้ใช้ที่เจอมรสุมสิวอักเสบแบบวิกฤตหนักๆก็สามารถหายได้

  สิ่งที่ควรทำหรือควรปฏิบัติเมื่อเป็นสิวอักเสบ

1. การดูแลในเรื่องของความสะอาด แต่ก็ไม่ควรมากเกินไปจนกลายไปเป็นการรบกวนสิวอักเสบให้วิกฤตมากขึ้นกว่าเดิม

2. การดูแลสุขภาพจิตใจ โดยการทำจิตใจให้สบาย ผ่อนคลายความตรึงเครียดและความวิตกกังวลออกจากจิตใจให้หมดสิ้น

3. การพักผ่อนให้เพียงพอต่อวัยของตัวเอง การพักผ่อนน้อยหรือมีความเครียดสูงเป็นผลเสียโดยตรงต่อปัญหาสิวอักเสบ เพราะความเครียดที่มากขึ้นจะส่งผลกระตุ้นต่อมไขมันให้ทำงานหนักมากขึ้น ปริมาณไขมันมากขึ้น เสี่ยงต่อการเกิดสิวอักเสบเพิ่มปริมาณมากขึ้นตามไปด้วย

มีคนจำนวนมากที่เกิดปัญหาสิวอักเสบขึ้นไม่รู้จะทำอย่างไร บ้างก็จัดการบีบเอาสิวอักเสบออก หรือใช้ยาและผลิตภัณฑ์แก้สิวอักเสบในท้องตลาดรักษา มันก็ยังไม่ดีขึ้นแถมสิวอักเสบขึ้นมากกว่าเดิมเข้าไปอีก สร้างความทุกข์ทรมานใจจนเกิดภาวะความเครียด

  เมื่อเป็นสิวอักเสบขึ้นควรทำอย่างไรหรือควรปฏิบัติอย่างไร?

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า สิวอักเสบที่เกิดขึ้นมีที่มาจาก 2 ปัจจัยด้วยกันคือ

1. ปัจจัยจากภายในร่างกายของเรา ซึ่งก็หนีไม่พ้นภาวะการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนภายในร่างกาย จึงก่อให้เกิดสิวขึ้นอย่างที่เห็น ภาวะของฮอร์โมนภายในร่างกายในแต่ละช่วงเวลาอาจเปลี่ยนมากน้อยไม่เท่ากัน ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงจึงก่อให้เกิดสิวขึ้น

2. ปัจจัยจากภายนอก( ร่างกาย ) ที่ก่อให้เกิดการอักเสบขึ้น ซึ่งได้แก่ แบคทีเรีย สารเคมีต่างๆ มลพิษจากสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

เมื่อทั้ง 2 ปัจจัยรวมตัวกันอย่างเหมาะสมจึงเกิดการอักเสบขึ้นของสิวอักเสบ นั่นคือ ที่มาของปัญหาสิวอักเสบและการอักเสบของผิวหนังทั่วๆไป ดังนั้นในการจัดการปัญหาสิวอักเสบ เมื่อเรารู้ถึงที่มาและที่ไปของสิวอักเสบแล้ว เราจะบริหารจัดการแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น การกำจัดปัจจัยที่ก่อให้เกิดสิวอักเสบขึ้นคือการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

สำหรับปัจจัยแรก คือ ปัจจัยจากภายในร่างกาย การกำจัดทำได้ยากหรืออาจทำไม่ได้เลย เพราะสุ่มเสี่ยงต่อสมดุลของร่างกาย ถ้าไปแก้ไขฮอร์โมนอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ถ้าต้องการแก้ปัญหาในจุดนี้ แต่ที่สามารถทำได้ก็คือ การหลีกเลี่ยงปัจจัยที่จะกระตุ้นให้เกิดสิวขึ้นได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน อาหารบางชนิดอาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนที่มากขึ้น หรือสารเคมีบางอย่างอาจส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของภาวะฮอร์โมนในร่างกายของเรา ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยง ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ง่ายกว่าการไปแก้ไขและเปลี่ยนแปลงภาวะฮอร์โมนในร่างกาย

ปัจจัยที่สองที่เป็นต้นเหตุที่ก่อให้เกิดการอักเสบขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่คือ แบคทีเรีย ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วๆไปในบรรยากาศรอบตัวเรา รวมถึงการใช้สารเคมีบางชนิด อาจกระตุ้นก่อให้เกิดการอักเสบมากขึ้น ดังนั้น การจะใช้วัตถุใดๆต่อสิวอักเสบจึงควรพิจารณาก่อนว่า มีผลกระทบต่อการอักเสบให้มากขึ้นหรือไม่? สารบางอย่างจะเป็นตัวเร่งให้เกิดการอักเสบเร็วขึ้นและอาจมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อเกิดการอักเสบ ซึ่งก็หมายถึงการติดเชื้อแบคทีเรียนั่นเอง เพราะตัวที่ทำให้เกิดการอักเสบตัวจริงคือแบคทีเรีย ไม่ว่าจะอักเสบด้วยสาเหตุใดก็ตาม แบคทีเรียสามารถเข้าถึงได้ทุกๆจุดทั่วร่างกายของเรา

เมื่อเป็นสิวอักเสบควรทำอย่างไร?

1. ดูแลในเรื่องของความสะอาด ( เพื่อลดสิ่งสกปรก, ไขมันอุดตัน, แบคทีเรีย ฯลฯ )

2. ดูแลในเรื่องของสุขภาพให้แข็งอยู่เสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรเครียดหรือกังวลกับปัญหาสิวอักเสบจนเกินไป ต้องเข้าใจว่า ปัญหาทุกอย่างสามารถแก้ไขได้ ไม่ควรไปเพิ่มปัญหาให้มากกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว

3. ไม่ควรไปรบกวนบริเวณที่เป็นสิวอักเสบบ่อยๆ เพราะจะเป็นการกระตุ้นให้มากกว่าเดิมได้

4. ไม่ควรบีบสิวอักเสบ การแกะ การนวดใดๆ ต้องหลีกเลี่ยง นอกจากเป็นการทำลายเซลล์ให้ช้ำมากขึ้นแล้ว อาจทำให้ติดเชื้อมากขึ้นด้วย

5. กรณีที่ผิวมันมาก อาจใช้น้ำอุ่นๆและสบู่เหลวอ่อนๆล้างทำความสะอาดบริเวณที่เป็นสิวอักเสบ ควรงดสบู่ที่เป็นกรดหรือด่างสูง โดยเฉพาะสบู่ที่แรงๆมีส่วนผสมของโซดาไฟและกรดอินทรีย์

6. ปรึกษาแพทย์ผิวหนังหรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสามารถรักษาสิวอักเสบได้จริงๆ

การดูแลและรักษาเมื่อเกิดปัญหาสิวอักเสบขึ้น

1. การดูแลสิวอักเสบ

เนื่องจากสิวอักเสบส่วนใหญ่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ โดยมาจากปัจจัยหลักๆคือ ปัจจัยจากภายในร่างกายของเรา โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงภาวะของฮอร์โมนในร่างกาย และปัจจัยภายนอก เช่น มลพิษต่างๆ แบคทีเรีย สารเคมี เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการอักเสบของสิว ดังนั้นในการดูแลเรื่องสิวอักเสบจึงมุ่งไปที่การกำจัดปัจจัยที่ก่อให้เกิดสิวอักเสบขึ้น เพื่อเป็นการลดการเกิดสิวอักเสบและช่วยป้องกันการเกิดสิวอักเสบขึ้นในระดับหนึ่ง

1.1 การรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ การพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่กังวลและเครียด ไม่รับประทานอาหารที่มีปริมาณไขมันสูง งดอาหารประเภทรสจัดๆ

2.2 การดูแลในเรื่องความสะอาดของผิวหนัง อย่าให้ผิวหนังสกปรกบ่อยๆหรือผิวหนังมันจนเกินไป หลีกเลี่ยงฝุ่นละอองหรือแหล่งสกปรก

เมื่อเป็นสิวอักเสบควรปฏิบัติหรือทำอย่างไร?

1. ห้ามกดหรือบีบสิวอักเสบที่เกิดขึ้น

2. ทำความสะอาดบริเวณที่เป็นสิวอักเสบด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อนๆ

3. ไม่ควรไปรบกวนบริเวณที่เป็นสิวอักเสบ เช่น คุ้ย แคะ แกะ นวด เค้น ลูบคลำ เป็นต้น

4. กรณีที่เกิดการอักเสบมาก ผิวมันมาก อาจใช้น้ำอุ่นผสมเกลืองแกง( เกลือที่ใช้รับประทานทั่วไป )ลงไปเล็กน้อยนำไปทำความสะอาดบริเวณที่เกิดสิวอักเสบเช้า-เย็น จะช่วยลดการอักเสบลงได้ในระดับหนึ่ง

2. การรักษาสิวอักเสบ

แต่ละคนอาจมีวิธีรักษาสิวอักเสบที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความรู้พื้นฐานหรือสิ่งที่ได้สดับรับฟังต่อๆกันมา แต่โดยรวมแล้วการรักษาสิวอักเสบจะอยู่ในขอบเขต 2 ปัจจัยหลัก คือ การจัดการกับปัจจัยจากภายในและปัจจัยจากภายนอก วิธีจัดการกับปัจจัยเหล่านี้ทำได้ดังนี้

2.1 พบแพทย์ผิวหนัง

2.2 ใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิวอักเสบที่มีประสทธิภาพในการกำจัดสิวอักเสบได้จริงๆ ต้องเห็นผลชัดเจนเท่านั้น

3. การป้องกันการเกิดสิวอักเสบขึ้นมาใหม่

สิวอักเสบเมื่อรักษาให้หายสนิทแล้ว อาจกลับมาเป็นใหม่หรือไม่ก็ได้ ถ้าปัจจัยเสี่ยงหมดไป ก็จะไม่มีโอกาสกลับมาเป็นใหม่อีก แต่ถ้าปัจจัยเสี่ยงยังคงมีอยู่ตลอดเวลา สิวอักเสบก็สามารถกลับมาเป็นใหม่ได้เรื่อยๆ ดังนั้น หลังจากที่ทำการรักษาสิวอักเสบให้หายสนิทแล้ว จึงควรทำการป้องกันไว้ เพื่อลดสิวอักเสบให้มีน้อยที่สุดไปจนกว่าปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดสิวอักเสบขึ้นหมดไป

การลดภาวะสิวอักเสบด้วยตัวเอง

# การพักผ่อนอย่างเพียงพอ นอนหลับให้เพียงพอ - การนอนหลับไม่เพียงพอ อาจเป็นสาเหตุให้เกิดสิวได้เช่นกัน เนื่องจากร่างกายเราอ่อนแอภูมิต้านทานลดลง

# ลดความเครียด สร้างอารมณ์ขำขัน ทำให้เรามีความสุข ปราศจากความเครียด ซึ่งความเครียดเป็นสาเหตุของสิว

# กินอาหารจำพวกผักสีเขียว - การที่เรากินอาหารจำพวกผัก จะทำให้เราสามารถล้างพิษออกจากร่างกายได้ และยังมีวิตามินต่างๆ ซึ่งยังช่วยทำให้เราร่างกายแข็งแรงอีกด้วย ลดไขมันไปในตัว 

# ละเว้นการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงหรือกินอาการที่มีไขมันสูงแต่พอดี - หากรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงมากๆ เข้าไป จะทำให้มีไขมันสะสมอยู่ในร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุอีกประการของการเกิดสิว

# ล้างหน้าให้สะอาด - การล้างหน้าให้สะอาดทำให้ใบหน้าของเราไม่สกปรก เป็นอีกหนึ่งวิธีป้องกัน แต่ควรระวัง ไม่ควรล้างหน้าบ่อย เพราะจะทำให้หน้าของเราเสียสมดุล การล้างหน้า ควรล้างเพียง 2 ครั้ง เช้าเย็น ยกเว้น ช่วงที่เสร็จจากกีฬา, ออกกำลังกาย หรือ ช่วงที่คิดว่าหน้าเราสกปรกมากจริง ๆ สามารถล้างหน้าได้ตามต้องการ

# ใช้กระดาษซับหน้ามัน - หากหน้าเรามันมากๆ ลองเปลี่ยนมาใช้กระดาษซับหน้ามันแทน เป็นวิธีช่วยอีกทางหนึ่ง ควรซับแต่พอดี ไม่ควรซับทั้งวันจะดูไม่ดีและเสียนิสัย

# หลีกเลี่ยงการจับหัวสิว หรือบีบสิว แกะสิว ยุ่งกับเซลล์ผิวให้น้อยที่สุด - เพราะฝ่ามือของเรามีทั้งความสกปรก และ แบคทีเรีย ซึ่งเป็นตัวก่อให้เกิดสิว

# ใช้หลังฝ่ามือลูบแทน - หลังฝ่ามือเป็นบริเวณที่เราไม่ยุ่งเกี่ยวมากที่สุด จึงเป็นบริเวณที่ค่อนข้างสะอาด ดังนั้นแล้วการใช้หลังฝ่ามือลูบคลำเล็ก ๆ น้อยๆ ถือว่าไม่ทำให้สกปรกมากนัก แต่เราควรล้างมือให้สะอาดอย่างสม่ำเสมอ

# ใช้ยากำจัดหัวสิว - ปัจจุบันมีอยู่ทั่วไปตามร้านขายยาแผนปัจจุบัน

# ใช้ยาที่มีส่วนผสมของวิตามินเอ - วิตามินเอมีสรรพคุณรักษาสิวอยู่ด้วย ซึ่งมียาทาใบหน้าที่มีส่วนผสมของวิตามิน A  สามารถสอบถามตามร้านขายยาทั่วไป

# ใช้ยาอย่างจริงจัง - การใช้ยาที่มีฤทธิ์แรงกว่าเดิม โดยเน้นไปที่ยาประเภท เบนซอยล์เปอร์ออกไซด์ (Benzoyl Peroxide) หรือประเภทที่มีกรดซาลิไซลิค (Salicylic Acid) ที่มีเปอร์เซ็นต์ต่ำ ข้อควรระวัง ควรเริ่มใช้จากเปอร์เซ็นต์ต่ำๆ ไม่ควรใช้เปอร์เซ็นต์สูงๆ จะทำให้ผิวเราแพ้ และอาจเกิดอาการแพ้ยา

# ใช้ยาฉีดแบบเฉียบพลัน - แพทย์สามารถฉีดโคติโซน ที่เม็ดสิวเพื่อให้สิวยุบภายในไม่กี่ชั่วโมง

# ปรึกษาแพทย์ - หากใช้วิธีต่างๆ ไม่ได้ผล แนะนำว่าควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเป็นการดีที่สุด เนื่องจากสิวอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ หรือ ฮอร์โมน ซึ่งการปรึกษาแพทย์จึงเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ควรทำ ซึ่งปัจจุบัน ยังมีคลินิกรักษาหน้าเปิดอยู่ทั่วไป 

ปัจจัยและกิจวัตรประจำวันที่อาจทำให้เกิดสิว
1. อายุ / กรรมพันธุ์ สิวจะพบมากในวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาว เนื่องจากฮอร์โมนเพศชายที่เพิ่มระดับมากขึ้นในช่วงวัยรุ่นนี้จะไปกระตุ้นการทำงานและเพิ่มขนาดของต่อมไขมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่มีประวัติการเป็นสิวรุนแรงในหมู่พี่น้องหรือพ่อแม่ จะพบได้ว่าผู้ป่วยเหล่านี้จะมีสิวตั้งแต่อายุค่อนข้างน้อยและการรักษาจะยากกว่าผู้ป่วยที่ไม่มีประวัติในครอบครัว

2. เครื่องสำอางบางอย่าง เช่น ครีมบำรุงผิว เครื่องแต่งหน้า สบู่บางอย่าง น้ำมันแต่งผม จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโคมิโดน ซึ่งจะไปอุดตันรูขุมขน

3. การระคายเคือง เช่นการเสียดสี ขัดหน้า นวดหน้า หรือแม้แต่การล้างหน้าบ่อยๆ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดสิวได้

4. อารมณ์เครียด ความกังวล รวมไปถึงการพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้สิวเป็นมากขึ้นได้

5. อาหารบางชนิด อาจมีสารกระตุ้น เช่น ผู้ป่วยบางรายจะสังเกตพบว่าสิวเห่อมากจากการรับประทานอาหารบางประเภท เช่น ถั่ว ของหวาน ของมันๆ ช็อกโกแลต หรืออาหารทะเล แต่ก็ไม่มีรายงานทางการแพทย์ว่าอาหารเหล่านี้เป็นสาเหตุของการเกิดสิวในคนทั่วไป

6. ยาบางประเภท เช่น ยาสเตียรอยด์ ยาฮอร์โมน ยากันชัก ยารักษาวัณโรคบางชนิด เป็นต้น

7. การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเพศในร่างกายอาจเป็นสาเหตุให้เกิดการเห่อของสิวได้ เช่นที่อาจจะพบได้ในผู้หญิงช่วงที่มีประจำเดือน หรือช่วงตั้งครรภ์

8. โรคของระบบต่อมไร้ท่อบางชนิด หรือการมีโรคของถุงน้ำในรังไข่ ซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้มักจะมีผิวหน้ามัน ขนดกและความผิดปกติของประจำเดือนร่วมด้วย

วิธีปฎิบัติตนไม่ให้เกิดสิว

1. หลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดสิว เช่น เครื่องสำอาง หรือครีมกันแดดที่เพิ่มความมันบนใบหน้า การนวดและการขัดหน้า
2. การทำความสะอาดผิวหน้า ควรล้างหน้าด้วยน้ำยาล้างหน้าหรือคลีนเซอร์อย่างอ่อน (gentle cleanser) ที่ไม่มีฟอง เพียงวันละ 2-3 ครั้งเท่านั้น (ขึ้นกับความมันของผิวหน้า) ไม่ควรฟอกสบู่บ่อยเกินไป เพราะความเป็นด่างของสบู่จะระคายผิว และก่อให้เกิดสิวขึ้นได้
3. หากมีความจำเป็นต้องใช้เครื่องสำอาง หรือโลชั่น ควรเลือกใช้เครื่องสำอางที่ปราศจากน้ำมัน (oil free) หรือโลชั่นที่ระบุว่าไม่ก่อให้เกิดสิว (non-acnegenic) และไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน (non-comedongenic)
4. อย่าใช้มือที่ไม่สะอาดสัมผัสใบหน้า
5. อย่าบีบ หรือแกะหัวสิวให้แตก เพราะจะทำให้อักเสบมากขึ้น หายช้าลง หรือทำให้เกิดแผลเป็นได้
6. ควรสระผมบ่อยๆ อย่าปล่อยให้ผมมันและลงมาปรกตามใบหน้า พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันใส่ผมหรือโฟมแต่งผม
7. พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้แจ่มใส ไม่เครียดหรือวิตกกังวลเกินไป
8. ในกรณีที่เป็นสิวหัวหนองขนาดใหญ่หลายๆเม็ด หรือมีอาการอักเสบมาก ควรพบแพทย์ เพราะจะได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง จะได้ไม่เกิดแผลเป็นจากสิว
 

     

สิวอักเสบหรือการอักเสบของสิว เกิดขึ้นจาก 2 กรณี ดังนี้

1. กรณีสิวอักเสบหรือสิวที่อักเสบเกิดจากการบีบ การกด การกระแทกจากภายนอกเซลล์ผิวหนัง กรณีนี้เซลล์จะทำการรักษาให้ผิวสนิทเอง แต่อาจจะทิ้งร่องรอยแผลเป็นให้เห็น เนื่องจากเซลล์ที่ถูกกดทับ อาจทำให้เซลล์ตายได้

2. กรณีที่การอักเสบของสิวนั้น หรือสิวอักเสบนั้นเกิดจากภาวะการติดเชื้อ ทำให้เกิดการอักเสบขึ้น จึงเรียกกันว่า สิวอักเสบ  การเกิดสิวอักเสบ ส่วนใหญ่จะมาจากภาวะฮอร์โมนในร่างกาย ทำให้ต่อมไขมันทำงานหนักหลั่งไขมันออกมาผ่านทางเซลล์รูขุมขนส่วนต่างๆของร่างกาย ไขมันเหล่านี้เป็นอาหารชั้นดีของแบคทีเรีย ซึ่งมีกระจายทั่วไปในทุกอณู ปฏิกิริยาการย่อยสลายระหว่างแบคทีเรียกับไขมัน ทำให้เกิดของเสียขึ้นภายในเซลล์ และของเสียที่ว่านี้ก็คือ สารพิษ ( Toxic )ที่แบคทีเรียหลั่งสารชนิดนี้ออกมานั่นเอง เมื่อสะสมในเซลล์จึงมีผลทำให้เซลล์อักเสบขึ้น พูดง่ายคือเซลล์ได้รับสารพิษจากแบคทีเรีย ซึ่งแบคทีเรียที่ว่านี้เขาเรียกทั่วๆไปว่า P. Acne นั่นเอง เป็นเชื้อที่หลั่งสารพิษออกมาเมื่อมีการย่อยสลายไมเลกุลของไขมัน นี่คือที่มาของการอักเสบของเซลล์หรือภาวะสิวอักเสบนั่นเอง แม้กระทั่งสารเคมีหรือโมเลกุลของสารจากเครื่องสำอางเข้าไปอุดตันเซลล์ผิวหนัง อาจก่อให้เกิดการอักเสบและพัฒนาการกลายเป็นหนองได้ ซึ่งก็เกิดปฏิกิริรยาการย่อยสลายของแบคทีเรียนั่นเอง ดังนั้น ถ้ากำจัดเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ได้ ก็เท่ากับการกำจัดการอักเสบหรือสิวอักเสบได้นั่นเอง ซึ่งไม่ได้ลึกลับซับซ้อนใดๆ สามารถอธิบายได้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

วิธีป้องกันสิวอักเสบเบื้องต้น

1. ล้างหน้าด้วยสบู่เหลวอ่อนๆ
2. ถ้าผิวหน้ามันมาก ก็ให้ใช้กระดาษซับไขมันออก 
3. หลีกเลี่ยงการใช้เครื่งสำอางที่แรงเกินไป ควรใช้ครีมอ่อนๆ 
4. หลีกเลี่ยงที่อับชื้นและที่มีมลพิษมากๆ
5. ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีใดๆก่อนเข้านอน
6. เวลาที่ล้างหน้าไม่ควรถูแรงๆ เพราะอาจทำให้สิวเกิดการอักเสบได้
7. อย่าปล่อยให้ผิวหน้าสกปรกเป็นเวลานานๆ
8. อย่าใช้ผ้าเช็ดหน้ากดทับบริเวณที่สิวอักเสบ
9. อย่าใช้มือแกะเกาบริเวณที่เป็นสิว เพราะจะทำให้เกิดการอักเสบขึ้นได้ 
10. พักผ่อนให้เพียงพอ อย่าเครียด หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ
11. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณไขมันมากๆ

 

ผลิตภัณฑ์มาสเตอร์คลีนของเรา ใช้ทำความสะอาดได้ดีกับกรณีที่เป็นสิวอักเสบทุกชนิด เช่น สิวอักเสบที่ใบหน้า, สิวอักเสบที่แก้ม, สิวอักเสบที่หน้าผาก, สิวอักเสบที่คาง, สิวอักเสบที่กราม, สิวอักเสบที่ท้ายทอย, สิวอักเสบที่หน้าอก, สิวอักเสบที่หลัง, สิวอักเสบที่หนังศีรษะ, สิวอักเสบที่ไหล่, สิวผดผื่นหรือสิวผดสิวผื่น, ผดผื่นคันตามตัว, เป็นต้น มีปัญหาเป็นสิวอักเสบทุกชนิด หรือต้องการให้ผิวหนังมีสุขภาพดีมาที่นี่ไม่ผิดหวังแน่นอน

                                                 
                                    สบู่เหลวมาสเตอร์คลีน

                      
                สั่งซื้อสบู่เหลวมาสเตอร์คลีน / บัญชีธนาคารโอน คลิกที่นี่

สบู่เหลวมาสเตอร์คลีนใช้ได้กับปัญหาใด ?

1. ทำความสะอาดผิวพรรณทั่วๆไปสำหรับผู้ที่รักษ์สุขภาพ

2. ทำความสะอาดสิวอักเสบ, สิวหัวหนองหรือสิวหนอง, สิวหัวช้างหรือสิวเม็ดใหญ่

3. ทำความสะอาดสิวผดผื่น หรือ สิวผด สิวผื่น ตามส่วนต่างๆของร่างกาย

4. ทำความสะอาดสิวเสี้ยน

5. ทำความสะอาดฝีอักเสบตามผิวหนังภายนอก

6. ทำความสะอาดผดผื่นคันตามร่างกาย ผดผื่นคันตามจุดต่างๆของร่างกาย

7. เชื้อราตามนิ้วมือนิ้วเท้า เป็นตุ่มคันตามนิ้วมือนิ้วเท้า ฮ่องกงฟุต

ใช้สบู่เหลวมาสเตอร์คลีน ทำความสะอาดให้ผิวหนังมีสุขภาพดีห่างไกลจากสิวและผดผื่นคันตามจุดต่างๆของร่างกาย

ผิวหน้าผิวพรรณใสไร้สิวอักเสบ สิวผดผื่น สิวเสี้ยน ทำความสะอาดชำระล้างสิ่งสกปรกและแบคทีเรีย ผิวหน้านุ่มนวลและชุ่มชื้นด้วย สบู่เหลวมาสเตอร์คลีน ทำความสะอาดได้ล้ำลึก ใช้เป็นประจำช่วยให้สุขภาพผิวกายดี ห่างไกลจากปัญหาสิวต่างๆและปัญหาผดผื่นคันตามตัว ใช้ได้กับทุกสภาพผิว ทั้งผิวแพ้ง่ายและผิวเด็กเล็กทั่วไป เพราะเป็นสบู่เหลวชนิดอ่อนแบบธรรมชาติ ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือทำอันตรายต่อผิวหนังใดๆ พิสูจน์ถึงประสิทธิภาพได้ที่นี่

 

                                      << กลับหน้าแรกสั่งซื้อสบู่ทำความสะอาดสิวอักเสบ >>